ทั้งนี้ “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี” แม้จะก่อให้เกิดภาพที่ดูน่าตื่นตา หากแต่ถือเป็นปัญหาสำคัญของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล เนื่องจากน้ำทะเลที่เกิดการเปลี่ยนสีมักมีกลิ่นเหม็นคาวกระทบต่อสุขภาพประชาชน รวมถึงส่งผลกระทบต่อมิติการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจด้วย และสิ่งที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2569…
แต่เมื่อเดือน ก.พ. ก็เคยเกิดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต
หลังน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม
ที่เป็นผลจากปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง
แล้วปรากฏการณ์ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” และปรากฏการณ์ “สาหร่ายสะพรั่ง” คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะชวนมาทำความเข้าใจผ่านชุดข้อมูลที่สะท้อนต่อ ณ ที่นี้ โดยข้อมูลของ เว็บไซต์กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า… “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อเรียกว่า… ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง (Algal Bloom) ที่เปลี่ยนน้ำทะเลชายฝั่งให้เป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม และมีกลิ่นคาวรุนแรงนั้นเพิ่งเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นที่บริเวณปากน้ำ จ.ชุมพร โดยมีสาเหตุจากการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดอะตอม โดยปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกท้องถิ่นอีกชื่อหนึ่งว่า…ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (Red Tide)

ในเว็บไซต์กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า… สำหรับ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือ “สาหร่ายสะพรั่ง” หรือ “ขี้ปลาวาฬ” ตามชื่อเรียกในท้องถิ่นนั้น เกิดขึ้นบ่อยในช่วงที่สภาพแวดล้อมทางทะเลมีความแปรปรวนอย่างรุนแรง ที่สำคัญไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่มีปัจจัยกระตุ้นมาจาก “กิจกรรมของมนุษย์“ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดอาทิ การใช้ปุ๋ยเคมีเกินขนาดในภาคการเกษตร, น้ำเสียที่ลักลอบปล่อยจากภาคอุตสาหกรรม, น้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีจากครัวเรือนในชุมชน ที่น้ำเหล่านี้ถูกระบายลงสู่แม่น้ำลำคลองโดยไม่มีการบำบัดอย่างถูกต้อง ก่อนปล่อยลงสู่ทะเล โดยเมื่อสารเคมีและสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ไหลมารวมที่ปลายทางในทะเล ยิ่งประกอบกับอากาศร้อนจัด และแสงแดดแรง…
จนกลายสภาพไปเป็น “แหล่งอาหารชั้นเลิศ“
ให้แพลงก์ตอนพืชกับสาหร่ายเติบโตรวดเร็ว
ที่สามารถเพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาข้ามคืน
และนอกจากจะทำให้เกิดภาพที่แปลกตาจนบางคนอาจเผลอมองว่า… “ดูสวยดี–ดูสวยสะดุดตา” แต่แท้จริงกลับซ่อนอันตรายไว้ภายใต้ความสวยเหล่านี้ เนื่องจากปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปลี่ยนสีของน้ำทะเล แต่ กระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศทางทะเล อีกด้วย เช่น การทำลายวงจรชีวิตสัตว์น้ำ ทำให้เดือดร้อนกับกลุ่มทำประมงพื้นบ้านที่อาจจะต้องขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ เนื่องจากจำนวนปลา หรือสัตว์น้ำอื่น ๆ มีจำนวนลดลง และยังรวมไปถึงยัผลกระทบที่ทำให้โครงสร้างของระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่เสียหายอีกด้วย …และทั้งหมดนี้เป็น “ผลกระทบ” จากปรากฏการณ์ดังกล่าว
ที่กระทบมิติเศรษฐกิจ และรายได้ของคน
ตลอดจนส่งผลเสียหายให้กับนิเวศชายฝั่ง
นอกจากนั้นสาหร่ายที่เกิดปรากฏการณ์สะพรั่งนี้ จนทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสีนั้น “ยังมีอันตรายแฝง” อีกด้วย โดยแหล่งข้อมูลเดิมชี้ว่า… สาหร่ายที่เติบโตรวดเร็วแบบข้ามคืนนี้ นอกจากจะทำให้น้ำทะเลมีกลิ่นเหม็นเน่าจนทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม และส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดชายทะเลต้องหยุดชะงักแล้ว การศึกษายังพบว่า… มีสาหร่ายบางสายพันธุ์ที่มีความสามารถผลิตสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์โดยตรง อีกด้วย ดังนั้นภายใต้ความสวยงามแปลกตาจากปรากฏการณ์ “สาหร่ายสะพรั่ง” จนทำให้ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” นั้น…
มีอันตรายซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความสวยนี้
ที่ส่งผลต่อสัตว์น้ำและกับมนุษย์โดยตรง
ที่สำคัญจากสถิติข้อมูลที่รวบรวมไว้ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ภัยที่รุกคืบสู่มนุษย์” รุนแรงขึ้นในปัจจุบันของปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยในเว็บไซต์กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เปิดเผยตัวเลขการเกิด “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี” ว่า… นับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ไทยเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีจากการสะพรั่งของแพลงต์ตอนพืชกับสาหร่ายขนาดใหญ่ตลอดแนวชายฝั่งทะเลสูงถึง 49 ครั้ง โดย พื้นที่ฝั่งอ่าวไทย เกิดปรากการณ์นี้มากที่สุด 43 ครั้ง รองลงมาเป็น พื้นที่ฝั่งอันดามัน เกิดขึ้นอยู่ที่ประมาณ 6 ครั้ง ซึ่งจากสถิติที่รวบรวมมาตั้งแต่ปี 2567 พบว่า… “จังหวัดที่เกิดมากที่สุด” คือ จ.ชลบุรี จำนวน 18 ครั้ง รองลงมา ได้แก่ จ.สงขลา และจ.ภูเก็ต ตามลำดับ …เหล่านี้เป็นตัวเลขสถิติน่าสนใจในเชิงพื้นที่ซึ่งเกิดปรากฏการณ์นี้…
ที่พบแนวโน้มเกิดถี่ขึ้นและขยายวงกว้างขึ้น
จนอาจจะกลายเป็น “วิกฤติปัญหาทางทะเล”
ทั้งนี้ อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญและน่าคิดไม่แพ้กัน จากปรากฏการณ์ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือ “สาหร่ายสะพรั่ง” นั่นก็คือ ยังมีความสับสนพอสมควรเกี่ยวกับชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ เนื่องจากมักจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับความสวยงามในชื่อ “ปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงสีฟ้า” ที่เป็น “ชื่อชวนฝัน” แต่ความจริงแล้วปรากฏการณ์นี้กลับเป็น “อันตรายต่อนิเวศทางทะเล” โดยคำอธิบายจาก เว็บไซต์คลังความรู้ (SciMath) ไอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่มีชื่อชวนฝันว่า… เกิดจากแพลงก์ตอนพืชในกลุ่มที่เรียกว่า “ไดโนแฟลกเจลเลต” (Dinoflagellates) ที่มีการสะพรั่งและสะสมอย่างรวดเร็วในน้ำ จนส่งผลให้เกิดสีสันแปลกตาที่ผิวน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเห็นได้ตามแนวชายหาดทั่วไป…
อย่างไรก็ตาม แม้ปรากฏการณ์นี้จะดูสวยงาม แต่ในระบบนิเวศวิทยากลับเป็น “โศกนาฏกรรม” ของสิ่งมีชีวิตในทะเล เพราะถ้ามีจำนวนแพลงก์ตอนและสาหร่ายเซลล์เดียวหนาแน่นเกินไป ก็จะไปบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องลงสู่ใต้ผืนน้ำ จนส่งผลให้พืชใต้น้ำนั้นไม่สามารถสังเคราะห์แสง และต้องตายลง ซึ่งย่อมกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงบรรดาสัตว์น้ำที่กินพืช ที่จะไม่มีแหล่งอาหาร และจะต้องตายตามลงไปด้วย และทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบาย และข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้
น้ำทะเลเปลี่ยนสี–ทะเลเรืองแสง–สาหร่ายสะพรั่ง
ที่มี “ชื่อเรียกชวนฝัน” ให้นำมาใช้เรียกหลายชื่อ
เพียงแต่ภายใต้ชื่อชวนฝัน–ภาพชวนตะลึงที่เห็น
กลับแฝงไว้ด้วยวิกฤติปัญหา และผลกระทบอื้อ.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



