ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านอำนาจของ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย จากผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา สู่ตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือน เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการดำเนินยุทธศาสตร์สืบทอดอำนาจ ที่ผ่านการวางแผนอย่างซับซ้อนและเป็นระบบ
การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นระหว่างปลายปี 2568 จนถึงต้นปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนหัวโขนทางการเมือง แต่คือการพยายามสร้างความชอบธรรมในระดับสากล ผ่านกระบวนการที่เมียนมานิยามว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบเบ่งบานอย่างมีวินัย” หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “เมียนมาเวย์” ในบริบทใหม่

อย่างไรก็ตาม การปรับโฉมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งภายในประเทศครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และการเผชิญหน้ากับหลักการของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) หรือ “อาเซียนเวย์” ที่ยังคงยึดถือฉันทามติ 5 ข้อ เป็นแกนกลางในการแก้ปัญหา
การที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 11 ของเมียนมา เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการที่ถูกออกแบบมาเพื่อสถาปนาอำนาจของกองทัพเมียนมา ให้มีความถาวรในเชิงสถาบัน ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 กองทัพเมียนมาใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศ และมีการขยายระยะเวลาออกไปถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลทหารเมียนมาเตรียมการสำหรับการเลือกตั้ง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” เพื่อเป็นทางออกให้กับตัวเอง ในการลงจากอำนาจในฐานะทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนในนาม
เหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดหักเหเชิงสัญลักษณ์ คือการถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ.มินต์ ส่วย รักษาการประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญปี 2551 และตัวแทนฝ่ายทหารในยุครัฐบาลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ( เอ็นแอลดี )
การจากไปของพล.อ. มินต์ ส่วย ทำให้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย สามารถกุมอำนาจในตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีได้โดยสมบูรณ์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดี ผ่านสภาที่กองทัพเป็นผู้ควบคุม
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังรวมถึง การสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งทางทหารควบคู่กันไป พล.อ.มิน อ่อง หล่าย แต่งตั้งพล.อ. เย วิน อู นายทหารคนสนิทและอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อให้มั่นใจว่า กองทัพจะยังคงเป็นฐานอำนาจที่ซื่อสัตย์ให้กับตัวเอง เมื่อย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว
คำว่า “เมียนมาเวย์” ในบริบทของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ไม่ได้หมายถึงอุดมการณ์สังคมนิยมแบบในอดีต แต่หมายถึงการยึดถือแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบเบ่งบานอย่างมีวินัย” ซึ่งกองทัพเมียนมามองว่า เป็นรูปแบบเดียวที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่มีความแตกแยกทางชาติพันธุ์อย่างสูง อุดมการณ์นี้เชื่อว่ากองทัพคือสถาบันเดียวซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง “สามสาเหตุแห่งชาติ” ได้แก่ ความไม่แตกแยกของสหภาพ ความไม่แตกแยกของความสามัคคีในชาติ และความยั่งยืนของอธิปไตย
ภายใต้บทบาทใหม่ในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปสู่ระบอบ “อำนาจนิยมส่วนบุคคล” มากขึ้น โดยพยายามทำลายรูปแบบ “ระบอบลูกผสม” ที่เคยมีมาในยุคของอดีตประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งกองทัพต้องแบ่งอำนาจกับพรรคการเมืองและภาคประชาสังคม
แนวทางของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย คือการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองในสายกลางอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะนางออง ซาน ซูจี และพรรคเอ็นแอลดี เพื่อให้มั่นใจว่าการเมืองในอนาคตจะเป็นไปตามแนวทางของกองทัพ และพรรคการเมืองตัวแทนที่จงรักภักดีเท่านั้น
ยุทธศาสตร์เมียนมาเวย์ยังรวมถึง การใช้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างเพื่อบรรลุผลลัพธ์ทางการเมือง กองทัพเมียนมามองว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือการทำสงครามเพื่อ “การทำให้กลุ่มกบฏหลากสีสงบลง” ทำให้การใช้กำลังทางอากาศ การกวาดล้างพื้นที่ และการบังคับเกณฑ์ทหารเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและชอบธรรม ในการรักษาอธิปไตยของเมียนมาไว้จากการล่มสลาย ตามมุมมองของกองทัพ

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองมากที่สุดหลังการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคือ การที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย สั่งลดโทษจำคุกให้ซูจี ลงหนึ่งในหกของโทษที่เหลืออยู่ ถึงสองครั้ง เมื่อช่วงปลายเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งย้ายเธอไปกักบริเวณในบ้านพัก
แม้อาเซียนซึ่งมีฟิลิปปินส์ทำหน้าที่ในฐานะประธานประจำปีนี้ มองว่าเรื่องนี้เป็น “ก้าวเชิงบวก” สู่การเจรจาระดับชาติที่ครอบคลุมทุกฝ่าย แต่นักวิเคราะห์และฝ่ายต่อต้านมองว่านี่เป็นเพียง “ละครตบตาทางการเมือง” เพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติและสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งสถาปนาขึ้น
ความคลุมเครือของกระบวนการยุติธรรมเมียนมาทำให้ยังไม่ชัดเจนว่า ซูจีเหลือโทษจำคุกจริงเท่าใด อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าเธอยังต้องรับโทษอีกนานกว่า 18 ปี การลดโทษจึงไม่ได้สื่อถึงความต้องการประนีประนอมที่แท้จริง แต่ถูกใช้เป็น “เบี้ยต่อรอง” เพื่อหวังผลในการกลับเข้าสู่เวทีประชุมระดับสูงของอาเซียนอีกครั้ง และเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่อ่อนโยนขึ้น ในช่วงที่กองทัพเมียนมายังคงเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักในสนามรบ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย มั่นใจกับการใช้ยุทธศาสตร์เมียนมาเวย์ คือการสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย โดยจีนได้สรุปบทเรียนจากปฏิบัติการสู้รบที่ยืดเยื้อว่า กองทัพเมียนมาคือองค์กรเดียวที่สามารถรักษาผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ไว้ได้อย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่รัสเซียกลายเป็นผู้จัดหาพลังงานและอาวุธหลัก ช่วยให้กองทัพเมียนมาสามารถรักษาสมรรถนะทางการทหารได้
แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มประเทศตะวันตก การมี “หลังพิง” ที่แข็งแกร่งทำให้การเจรจาในกรอบอาเซียนกลายเป็นเรื่องรองสำหรับรัฐบาลเมียนมา
ขณะที่อาเซียนยังคงยึดถือ “อาเซียนเวย์” ซึ่งยึดโยงกับฉันทามติ 5 ข้อ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างสิ่งที่อาเซียนต้องการกับสิ่งที่ระบอบการเมืองและการทหารที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ปฏิบัติ กลับขยายกว้างขึ้น การเลือกตั้งทั่วไประหว่างปลายปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ ที่มองว่าเป็นเพียงการแสดงละครทางการเมือง ซึ่งไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ความหวังของหลายฝ่าย ในการพยายามให้เกิดการบรรจบกันของ เมียนมาเวย์ กับ อาเซียนเวย์ ภายใต้รัฐบาลของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากสำหรับพล.อ. มิน อ่อง หล่าย ความชอบธรรมคือกระบวนการตามรัฐธรรมนูญปี 2551 ที่กองทัพจัดทำเอง แต่สำหรับอาเซียน ความชอบธรรมต้องมาจากการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของทุกภาคส่วนในสังคม
ในมิติอธิปไตย เมียนมาใช้อธิปไตยเป็นเกราะป้องกันการแทรกแซง โดยอ้างว่า สถานการณ์ภายในเป็นเรื่องของตนเอง ขณะที่อาเซียนพยายามกดดันผ่านช่องทางมนุษยธรรมและการทูต ขณะเดียวกัน ยังมีมิติยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ โดยอาเซียนแตกออกเป็นสองกลุ่มในเรื่องนี้ คือกลุ่มประเทศภาคพื้นทวีปที่พร้อมประนีประนอม และกลุ่มประเทศทางทะเลที่ยึดมั่นในหลักกา ทำให้เมียนมาสามารถใช้กลยุทธ์ “แบ่งแยกและปกครอง” ภายในอาเซียนได้

“การสวมเสื้อคลุมตัวใหม่” ในฐานะประธานาธิบดีเมียนมาของพล.อ. มินอ่อง หล่าย รวมถึงการใช้ “กุศโลบาย” ลดโทษให้ซูจี สะท้อนความพยายามของรัฐบาลเมียนมาชุดปัจจุบัน ในการจัดระเบียบอำนาจใหม่และลดแรงเสียดทานสากลด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นทางการ แต่ในความเป็นจริง การกระทำเหล่านี้กลับยิ่งตอกย้ำแนวทางเมียนมาเวย์ ที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมที่แท้จริง ซึ่งสวนทางกับหลักการของอาเซียนเวย์อย่างสิ้นเชิง
ในระยะยาว มีความเป็นไปได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียนจะยังคงอยู่ในสภาวะ “การมีส่วนร่วมที่จำกัด” ต่อไป การบรรจบกันของสองวิถีดังกล่าวเป็นไปได้เพียงในระดับผิวเผินเท่านั้น ตราบใดที่รัฐบาลเมียนมายังไม่เปิดพื้นที่ให้กับการเจรจาที่มีความหมาย เมียนมาเวย์ และอาเซียนเวย์ จะยังคงเป็นเส้นขนานที่สะท้อนถึงความท้าทาย ซึ่งยากจะแก้ไขของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สืบต่อไป.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : REUTERS, GETTY IMAGES



