มหาสมุทรมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 70% ของพื้นผิวโลก และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ค้ำจุนชีวิต การค้า และความมั่นคงของมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่มีความทับซ้อนของผลประโยชน์นี้ จำเป็นต้องมีกฎกติกาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ที่เรียกกันว่า “อันโคลส” ( UNCLOS ) จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะ “ธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” ที่วางรากฐานทางกฎหมายสำหรับกิจกรรมทางทะเลทุกรูปแบบ

ความพยายามในการจัดระเบียบมหาสมุทรมีรากฐานย้อนกลับไปหลายศตวรรษ ในช่วงศตวรรษที่ 17 หลักการสำคัญที่ใช้ปกครองทะเลคือ “Mare Liberum” หรือ “เสรีภาพแห่งท้องทะเล” ซึ่งเสนอโดยนายฮิวโก โกรเทียส นักนิติศาสตร์ชาวดัตช์ ภายใต้แนวคิดดังกล่าว มหาสมุทรเป็นพื้นที่เสรีสำหรับทุกชาติและไม่สามารถถูกครอบครองโดยรัฐใดรัฐหนึ่งได้ อำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่งถูกจำกัดอยู่เพียงแถบน้ำแคบ ๆ ที่ล้อมรอบชายฝั่ง ซึ่งมักวัดจากระยะ “วิถีกระสุนปืนใหญ่” หรือประมาณ 3 ไมล์ทะเล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรทางทะเล รัฐต่าง ๆ เริ่มต้องการขยายอำนาจเหนือพื้นที่ทะเลที่กว้างขวางขึ้น เพื่อควบคุมทรัพยากรประมงและแร่ธาตุใต้พื้นดินท้องทะเล 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2488 เมื่อประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ผู้นำสหรัฐในเวลานั้น ประกาศอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเหนือทรัพยากรธรรมชาติในไหล่ทวีปของอเมริกา ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการ 3 ไมล์ทะเลที่มีมาแต่เดิม และกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ เช่น ชิลี เปรู และเอกวาดอร์ ประกาศขยายเขตทางทะเลของตน ออกไปถึง 200 ไมล์ทะเลในเวลาต่อมา

การขยายสิทธิฝ่ายเดียวที่ปราศจากกฎเกณฑ์สากล นำมาซึ่งความวุ่นวายและการเผชิญหน้า สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) จึงจัดการประชุมว่าด้วยกฎหมายทะเลครั้งที่ 1 ( อันโคลส 1 ) ที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2501 ซึ่งส่งผลให้เกิดอนุสัญญา 4 ฉบับที่ครอบคลุมเรื่องทะเลอาณาเขต ทะเลหลวง การประมง และไหล่ทวีป

แม้ถือเป็นก้าวแรกที่ดี แต่การประชุมครั้งนั้นยังไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญที่สุดคือ “ความกว้างที่แน่นอนของทะเลอาณาเขต” ซึ่งภาวะสุญญากาศทางกฎหมายดังกล่าวดำเนินมาจนถึงการประชุมอันโคลส 3 ระหว่างปี 2516-2525 ถือเป็นการเจรจาทางการทูตที่ยาวนานและซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จนนำไปสู่การลงนามในอนุสัญญาอันโคลส ฉบับปี 2525 ที่เมืองมอนเตโกเบย์ ประเทศจาเมกา

ก่อนปี 2525 การที่รัฐต่าง ๆ อ้างสิทธิเหนือทะเลอย่างไม่มีข้อจำกัด สร้างความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทางเรือที่ต้องการเสรีภาพในการเดินเรือ กับรัฐชายฝั่งที่ต้องการปกป้องทรัพยากร อันโคลสช่วยสร้างสมดุลโดยกำหนดระยะทางที่แน่นอนของแต่ละเขต ทำให้เกิด “ความแน่นอนทางกฎหมาย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินเรือสากล และการลงทุนในอุตสาหกรรมทางทะเล

อันโคลสเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่กำหนด “พันธกรณีทั่วไป” ให้รัฐภาคีทุกรัฐต้องปกป้องและรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเล ซึ่งรวมถึงการป้องกันมลพิษจากเรือ มลพิษจากกิจกรรมบนบกที่ไหลลงสู่ทะเล และมลพิษจากการทิ้งของเสียลงทะเล ในยุคปัจจุบัน ยังมีการตีความอันโคลสให้ครอบคลุมถึงการต่อสู้กับปัญหาพลาสติกในทะเล และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของอันโคลส คือระบบการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพและมีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งบรรจุอยู่ในภาคที่ 15 ของอนุสัญญา เมื่อเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้บังคับอนุสัญญา รัฐภาคีมีหน้าที่ต้องพยายามหาข้อยุติโดยสันติวิธีผ่านการเจรจา หรือการไกล่เกลี่ยก่อน หากไม่สำเร็จ อันโคลสบังคับให้รัฐต้องเข้าสู่ “กระบวนการตัดสินโดยศาลหรืออนุญาโตตุลาการ” ซึ่งให้คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพัน

บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดี ณ ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ที่เมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี

ตามข้อ 287 ของอันโคลส รัฐภาคีสามารถเลือกช่องทางในการระงับข้อพิพาทผ่านสถาบัน 4 แห่ง ได้แก่ ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ที่เมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) หรือศาลโลก ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ สถาบันอนุญาโตตุลาการ และสถาบันอนุญาโตตุลาการพิเศษ สำหรับข้อพิพาทในหัวข้อเฉพาะทาง 4 ด้าน ได้แก่ การประมง การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล และการเดินเรือรวมถึงมลพิษจากเรือ

ข้อพิพาททะเลจีนใต้ คือคดีที่มีผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์สูงที่สุดในยุคปัจจุบัน ฟิลิปปินส์เป็นผู้ริเริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เมื่อปี 2556 เพื่อท้าทายการอ้างสิทธิของจีน ที่ใช้ “แผนที่เส้นประ 9 เส้น” อ้างการครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้

คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2559 ระบุว่า สิทธิทางประวัติศาสตร์ใดก็ตาม ที่จีนอ้างเหนือทรัพยากรตามแผนที่เส้นประเก้าเส้น “ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย” หากเกินกว่าสิทธิที่ได้รับภายใต้อันโคลส เนื่องจากเมื่อจีนให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฉบับนี้ จีนตกลงจะใช้ระบบเขตอำนาจใหม่ แทนที่การอ้างสิทธิในอดีต

สิ่งปลูกสร้างและฐานทัพของจีน บนเกาะเทียมบริเวณแนวปะการังมิสชีฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้

คำวินิจฉัยระบุด้วยว่า ไม่มีลักษณะภูมิประเทศใดในเขตหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่ถือเป็น “เกาะ” ซึ่งสามารถสร้างเขตอีอีซีครอบคลุม 200 ไมล์ทะเลได้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเพียง “โขดหิน” ซึ่งให้สิทธิเพียงทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล หรือเป็นเพียง “ที่ลุ่มตอนน้ำขึ้น” ซึ่งไม่สร้างหรือกำหนดเขตทางทะเลใด ๆ ได้

นอกจากนี้ กิจกรรมการสร้างเกาะเทียมของจีนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศแนวปะการัง ซึ่งเป็นการละเมิดข้อ 192 และ 194 ของอันโคลส แม้จีนประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินและไม่เข้าร่วมกระบวนการหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม คำตัดสินที่ออกมาได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งยกให้เป็นบรรทัดฐานที่ยืนยันว่า “กฎหมายระหว่างประเทศอยู่เหนืออำนาจทางทหาร” และถูกนำมาใช้อ้างอิงในการเจรจาระดับภูมิภาคมาจนถึงปัจจุบัน

ไทยเข้าเป็นภาคีอันโคลสอย่างเต็มรูปแบบ ในการให้สัตยาบันเมื่อปี 2554 หลังเตรียมการมานานหลายทศวรรษ โดยประเด็นซึ่งเป็นข้อถกเถียงและมีความสำคัญสูงสุดในปัจจุบัน คือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ครอบคลุมอาณาเขตราว 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิบนพื้นฐานของการตีความที่ต่างกัน กัมพูชาอ้างสิทธิโดยใช้เส้นที่ลากผ่านเกาะกูด ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปี 2515 ขณะที่ไทยยืนยันอธิปไตยเหนือเกาะกูดและอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปตามหลักสากล

การที่รัฐบาลไทยประกาศในเดือนพ.ค. ปีนี้ ยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับปี 2544 หรือที่เรียกกันว่า “เอ็มโอยู 44” ซึ่งเป็นกรอบทวิภาคีเดิมที่พยายามแก้ปัญหาแบบ “แพ็กเกจ” คือการขีดเส้นแบ่งเขตแดนพร้อมพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน การหารือที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ทศวรรษ แทบไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

การที่นับจากนี้ ไทยได้เปลี่ยนท่าทีไปสู่การใช้แนวทางของบทบัญญัติในอันโคลส ให้เป็นแกนกลางในการเจรจาแทน สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาเองเพิ่งให้สัตยาบันต่ออันโคลสอย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 การที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีอันโคลส ย่อมหมายความว่า “กฎเกณฑ์ในการลากเส้นแบ่งเขต” และ “วิธีระงับข้อพิพาท” จะต้องเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ

กัมพูชาประกาศแทบทันทีหลังไทยแจ้งการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ว่าหากการเจรจาล้มเหลว กัมพูชาจะเริ่มกระบวนการ “ประนีประนอมแบบบังคับ” ( Compulsory Conciliation ) ภายใต้ภาคผนวกที่ 5 ของอันโคลส ซึ่งนี่ไม่ใช่การฟ้องศาลเพื่อให้ตัดสินแพ้-ชนะ แต่เป็นกระบวนการที่มีคณะกรรมการอิสระ 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เข้ามาศึกษาข้อมูลและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นธรรมตามกฎหมายทะเล ซึ่งไทยและกัมพูชาในฐานะภาคีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมกระบวนการ

จริงยู่ที่การประกาศอีอีซี 200 ไมล์ทะเลตามที่กำหนดอยู่ในอันโคลส ส่งผลให้เขตประมงดั้งเดิมของไทยลดลงไปมากกว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร และผลผลิตสัตว์น้ำลดลงมากกว่า 600,000 ตันต่อปี ในทางกลับกัน ไทยก็ได้สิทธิขาดในการบริหารจัดการทรัพยากรในเขต 200 ไมล์ทะเลของตัวเองเช่นกัน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เรือชาติอื่นเข้ามาตักตวงทรัพยากรหน้าบ้านของเราได้โดยพลการ

แม้จะเสียพื้นที่ประมงในทะเลหลวงไปบางส่วน แค่อันโคลสถือเป็น “กติกาทางทะเลโลก” ที่ไทยสามารถใช้คุ้มครองสิทธิในการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจส่งออก และใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการทำข้อตกลงร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความขัดแย้ง และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ ในประเด็นด้านพลังงาน ความชัดเจนของเขตแดนภายใต้อันโคลส จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เกิดการสำรวจอย่างถูกต้อง เพื่อขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งผลที่ตามมา คือการช่วยลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว

แม้อันโคลสจะกล่าวถึงทะเลหลวง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพียงพอเกี่ยวกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ จึงนำไปสู่การลงนามใน “ข้อตกลงภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ว่าด้วยการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตอำนาจแห่งชาติ” หรือสนธิสัญญาบีบีเอ็นเจ หรือ สนธิสัญญาทะเลหลวง ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้

อันโคลสไม่ได้เป็นเพียงสนธิสัญญาทางเทคนิค แต่เป็น “ระบบความมั่นคงรวม” ทางทะเลของโลก ความสำเร็จของอันโคลสในการบรรเทาความขัดแย้งทางทะเลที่อาจนำไปสู่สงคราม กลายมาเป็นกระบวนการทางศาลที่ยอมรับได้ในระดับนานาชาติ คือข้อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของข้อตกลงที่มีความเป็นพหุภาคีนิยม

การที่ทั้งไทยและกัมพูชาได้ขยับเข้าหาอันโคลส เป็นบรรทัดฐานหลักแทนกรอบทวิภาคีเดิม ถือเป็นโอกาสอันดีในการใช้ “มาตรฐานสากล” มาปลดล็อกความขัดแย้งที่ค้างคามานานครึ่งศตวรรษ การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในกลไกของศาลทุกแห่งที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการประนีประนอม จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน เช่น เกาะกูด ควบคู่ไปกับการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างสง่างาม และเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก

ท้ายที่สุด มหาสมุทรโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ใหม่ ทั้งมลพิษพลาสติก ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง และอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น อันโคลสในฐานะ “ธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” จะยังคงเป็นเสาหลักสำคัญที่ต้องมีการตีความและขยายความต่อเนื่อง ผ่านสนธิสัญญาเสริมอย่าง สนธิสัญญาทะเลหลวง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนว่า มหาสมุทรจะยังคงเป็นมรดกส่วนรวมที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลังสืบไป.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES