ไม่ว่าจะเป็นการเปิดทำเนียบรัฐบาลและเชิญบรรดาผู้บริหาร มาหารือ มาร่วมรับประทานอาหาร ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือจะเป็นการหารือแบบรายกิจการ รายกลุ่มอุตสาหกรรม หรือรายประเภท ตามสถานที่ต่าง ๆ
นัยสำคัญ…ของการหารือร่วมกันทุกครั้ง เป้าหมายก็ไม่ได้แตกต่างกัน มีทั้ง…การชี้แจงนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการในช่วงเวลาที่บริหารประเทศ มีทั้ง…การเปิดรับฟังแนวความคิดของเอกชนที่มีต่อการทำงานของรัฐบาล
หรืออีกนัยยะสำคัญ คือการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลจากที่เป็นผู้กำหนด มาเป็นผู้รับฟังและประสานงานกับภาคเอกชนให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในห้วงเวลานี้…ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยนโยบายหรือกลไกจากภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ภาคเอกชนต้องกลายเป็นช้างเท้าหน้าอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ!! ที่อาจพลิกฟื้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาวะเฉื่อยชาให้กลับมาเดินหน้าเต็มสูบอีกครั้ง ท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวน ปัญหากำลังซื้อในประเทศที่ยังเรื้อรัง และวิกฤตหนี้สินที่กดทับภาคครัวเรือน
การล้อมวงนั่งถกปัญหาในครั้งนี้…กำลังถูกจับตาจากสังคมว่า จะสามารถแปรเปลี่ยนจาก “คำสัญญา” ไปสู่ “ผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้” ในทุกมิติ
หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของเนื้อหา บรรดาเจ้าสัว บรรดาบิ๊กคอร์ป ต่างส่งเสียงเรียกร้อง มาโดยตลอดหลายทศวรรษคือ “ความอุ้ยอ้ายและซ้ำซ้อน” ของระบบราชการไทย
การที่นายกรัฐมนตรีรับลูกเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง พร้อมสั่งการตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต รวมถึงการสังคายนากฎหมายที่เป็นอุปสรรค จะช่วยลดต้นทุนแฝงที่เป็นต้นทุนจมของภาคธุรกิจลงอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความเร็ว ในการขับเคลื่อนโครงการลงทุน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็น “เสน่ห์และอาวุธ” สำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ให้กลับมาเลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายหลักในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง
ขณะที่การเปิดใจกันในเวทีนี้ยังช่วยทำให้ทิศทางและโรดแม็ปของประเทศ ในการขับเคลื่อนเมะเทรนด์โลก ทั้งกรีนอีโคโนมี่ ยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เอกชนได้รับรู้ทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและให้สิทธิประโยชน์ในจุดใด ขณะที่ภาครัฐเองก็เข้าใจความต้องการเชิงลึกว่าเอกชนต้องการโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบไหน ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินและการลงทุนภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพสูงสุด และลดการสะเปะสะปะเหมือนในอดีต
เช่นเดียวกับเรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน และห่วงโซ่อุปทาน ของบริษัทข้ามชาติและทุนใหญ่ในประเทศ ของเอสเอ็มอีไทย ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของประเทศ ที่ได้รับการตอบรับเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
การเชื่อมโยงนี้จะช่วยเข้ามาซ่อมแซม “ฐานราก” ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤติสภาพคล่องอย่างรุนแรงในปัจจุบัน และเป็นสะพานเชื่อมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมชั้นสูง
สุดท้ายเอสเอ็มอีหรือรายย่อย ก็จะสามารถลืมตาอ้าปากและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้รอดพ้นจากกระแสการถูกดิสรัปชันได้
อย่างไรก็ตามการหารือกันนานกว่า 2 ชั่วโมงในครั้งนี้ ความอัดอั้นของบรรดาผู้บริหารเอกชน คงมีมากมายสารพัด เหมือนกับที่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล บอกเองว่าผู้บริหารเหล่านี้ไม่ได้มาเล่น ๆ
ดังนั้นการแปรเปลี่ยนคำแนะนำ คำเรียกร้องของภาคเอกชนเหล่านี้ ผ่านเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนหรือกรอ. จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ท่ามกลางนโยบายการยกเครื่องประเทศ
หน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยสอนให้เราเจ็บช้ำมาหลายครั้งว่า… ความสำเร็จที่แท้จริงของประเทศ!ไม่ได้วัดกันที่ความหรูหราของห้องประชุมนโยบาย หรือภาพหวานชื่นที่ออกมาในสังคม
แต่!!คนไทยทั้งประเทศ กำลังรอ… ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงภาพที่เป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาล…
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



