ถ้าถามว่าอะไรคือ ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์  ที่สุดในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้นการกลับมาของมาตรการโค-เพย์ม้นท์ ภาคต่ออย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

ที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน และยืนยันสิทธิ์ 5 วัน เริ่มวันที่ 25 พ.ค.นี้ ไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค.69 ตั้งแต่ตีห้าไปจนถึง 4 ทุ่ม ของทั้ง 5 วัน  ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เป็นจำนวน 30 ล้านสิทธิ์ 

โครงการนี้รัฐบาลกำหนดให้เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 69 โดยจะใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 1.2 แสนล้านบาท

รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า การช่วยเหลือประชาชนรอบนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการประคับประคอง ช่วยลดภาระให้กับประชาชนชน ที่ต้องเผชิญปัญหาแบบ วิกฤติซ้อนวิกฤติ”

มาตรการ “โค-เพย์” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนเงื่อนไขแตกต่างกันไป หากย้อนกลับไปสู่ยุคปฐมบท ที่แท้จริง ก็เกิดขึ้นในรัฐบาลของพล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อต.ค.63

รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ นำมาตรการ คนละครึ่ง”  นำออกมาใช้เพื่อแก้ปัญหา “ภาวะช็อกทางการบริโภค” หลังการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่จากโควิด-19

ในครั้งนั้น! รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท โดยกู้ครั้งแรกในปี 63 และตามมาด้วย พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท ในปี 64 โดยโครงการคนละครึ่งในทุกเฟส (1-5) ใช้เงินจากงบประมาณกู้เงินเหล่านี้รวมกันกว่า 2.3 แสนล้านบาท

“คนละครึ่ง” ได้กลายเป็น “เครื่องช่วยหายใจ” ที่ได้ผลที่สุดในขณะนั้น ช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนให้ขยายตัว และลดการหดตัวของจีดีพี ได้ทันท่วงที

โดยสามารถช่วยพยุงจีดีพี ได้เฉลี่ย 0.2 – 0.3% ต่อเฟส แม้ตัวเลขไม่ได้สูงลิ่ว แต่มีนัยสำคัญในแง่การรักษาการจ้างงานในระดับฐานรากไม่ให้ล่มสลาย

ต่อมาในยุคเปลี่ยนผ่าน ปี 66-68 การปรับตัวสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลังผ่านวิกฤตสาธารณสุข เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเค-เชฟ รีคัฟเวอรี่  หรือการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม

รัฐบาลในยุคของ “เศรษฐา ทวีสิน- แพทองธาร ชินวัตร” ได้มีโครงการแจกเงินดิจิทัล วอลเลต 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทำได้ เฉพาะกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้สูงอายุ แจกเงินสดผ่านพร้อมเพย์

ขณะที่เฟสที่ 3 สำหรับประชาชนทั่วไป ก็ต้องยุติไปก่อน ด้วยสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้แจก โดยเงินที่นำมาใช้ก็มาจากเงินงบประมาณ  ปี 67 รวม 1.45 แสนล้านบาท ครอบคลุ่มกลุ่มเป้าหมาย 14.5 ล้านคน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจ 0.35%

ขณะที่ คนละครึ่งพลัส”  ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยแรก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่แจกเงินให้กับผู้เสียภาษี 2,400 บาท และประชาชนทั่วไป 2,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้เงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท

มาจนถึง ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ของรัฐบาลนายอนุทิน สมัยที่ 2 ในปี 69 ที่ได้ปรับเปลี่ยนการแจกเงินจาก 50/50 เป็น 60/40 เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าทางการเงินให้กับคนไทย

โดย “รัฐยอมเจ็บเยอะหน่อย เพื่อให้เงินในระบบหมุนไวขึ้น” และเชื่อกันว่า เมื่อคนกล้าใช้เงินก็จะหมุน ส่งผลดีต่อจีดีพี อย่างน้อย 0.6-0.8%

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจ อาจดูดีขึ้นจากการเติมเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แต่ในมิติของความยั่งยืน แล้ว ไทยช่วยไทยพลัส ก็กำลังทิ้งโจทย์ใหญ่ไว้ให้คนไทยทุกคน

เพราะล่าสุด รัฐบาลได้ปรับแผนหนี้สาธารณะใหม่ โดยมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น 2.2 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่า…จำนวนหนี้ต่อหัว ย่อมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

หากคำนวณแบบง่ายๆ จำนวนหนี้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อมาหารกับจำนวนประชากรกว่า 66 ล้านคน ก็เท่ากับว่าหนี้ต่อหัวก็เพิ่มขึ้นมากแล้วกว่า  3,000 บาท จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส และการเติมเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สิ่งที่ต้องขบคิดต่อ…ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ แต่…คือการตั้งคำถามว่า เราจะเสพติดมาตรการ “พึ่งพารัฐ” แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?

หากเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปเพียงเพื่อการบริโภคที่จบลงในมื้ออาหารหรือสินค้าอุปโภคชั่วคราว โดยไม่มีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง

เราอาจกำลังเดินมาถึงจุดที่ “กระเป๋าตังค์ดิจิทัล” ที่เต็มไปด้วยยอดเงิน แต่มองไปข้างหน้ากลับเจอเพียงทางตันของภาระหนี้ที่คนรุ่นถัดไปไม่ได้เป็นคนก่อ แต่ต้องเป็นคนจ่าย

เมื่อถึงวันนั้นแม้แต่สูตร 90/10 ก็อาจไม่เพียงพอที่จะปลุกเศรษฐกิจที่อ่อนล้าให้ฟื้นกลับมาได้อีกต่อไป