คงต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง จนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพราะเรื่องลุกลามบานปลาย เชื่อมโยงไปถึงการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป อย่างที่รับรู้กันมีบางฝ่าย ต้องการล้มเลือกตั้ง จึงพยายามหาเหตุ ค้นเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ถ้ามีหลักฐานก็คงไม่มีใครว่า แต่ถ้ามโนหรือ สร้างหลักฐานเท็จ ก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง
อย่างประเด็นร้อนทางการเมือง หลัง “นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร” อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาเปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชตกลุ่มไลน์ปริศนา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นแชตของ “อธิบดีกรมการปกครอง” ที่มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.จังหวัดภูเก็ต ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์
ขณะที่ “นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยัน ไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบเรื่อง ไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และเชื่อมต่ออยู่ใน หลายอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ได้อยู่เพียงในโทรศัพท์มือถือของตนเครื่องเดียว จึงไม่ทราบว่าอาจมีผู้ใด เขียนข้อความดังกล่าว หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน ขอยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ไม่เคยเอื้อประโยชน์ ให้ฝ่ายใดทางการเมือง
เชื่อว่าสิ่งที่ “นายภัทรพงศ์ ศุภักษร” หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ และ นายรุ่งเรือง นำมาอ้างนั้น เป็นความ พยายาม
ดิสเครดิต ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบ เส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึง กลุ่ม
เป้าหมาย หลายรายอย่างเข้มข้น
นอกจากนี้ “กรมการปกครอง” ยังออกเอกสารชี้แจง กรณีที่มีการนำ ประเด็นดังกล่าว ไปบิดเบือนและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ชื่อเสียง และความเสียหายต่อทางราชการ โดย “นายนฤชา” ขอใช้สิทธิทางกฎหมายในการปกป้องชื่อเสียง เกียรติภูมิ และประโยชน์ของทางราชการ คงต้องรอดู “อธิบดีกรมการปกครอง” จะกล้าใช้กฎหมาย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะยังไม่มีคำยืนยันออกจากปาก “นายนฤชา”
จริง ๆ ถ้าเรื่องนี้เข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม ข้อกล่าวหาและคำชี้แจง จะได้พิสูจน์ ใครพูดจริงใครพูดเท็จ ยิ่ง “นายรุ่งเรือง” ออกมายืนยันผ่านสื่อบางสำนักว่า สาเหตุการโยกย้ายตน ไม่ใช่เรื่องส่วย แต่เป็น เพราะไปกระทบผลประโยชน์บางกลุ่ม
พร้อมระบุว่า การออกคำสั่งย้ายทำให้เสียชื่อเสียง ถูกกล่าวหาว่ารับส่วย ทั้งที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีการนำเอกสารเก่า ในอดีตของตน ซึ่งเก็บไว้ในกรมการปกครองออกมาเผยแพร่ เพื่อดิสเครดิต โดยเชื่อว่าเป็นการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ
“ยืนยันว่าไม่ว่า ท่านจะลบไลน์ หรืออะไรก็ตาม ไอดีไลน์ของท่านกับไอดีไลน์ เบอร์โทรฯท่าน เบอร์โทรฯผม จะคู่กันจนวันตาย คู่กันจนโทรศัพท์นี้ยกเลิกใช้ วันนี้ไม่ว่าท่าน ไม่ว่าใครจะลบไลน์ หรือทำลายเอกสารต่าง ๆ เขาสามารถพิสูจน์ได้ แม้จะลบไปเท่าไหร่ ก็รื้อได้ ยืนยันว่าเบอร์โทรฯท่านกับเบอร์โทรฯผม ผมเคยคุยกับท่าน 100%” นายรุ่งเรือง กล่าว
มีผู้รู้บางคนให้ความเห็น เรื่องแชตไลน์ การที่จะพิสูจน์ว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จนั้นไม่ยากเลย เพราะสามารถตรวจสอบแชตย้อนหลังได้อยู่แล้ว แม้จะมีการลบแชตไปแล้ว เพราะบัญชีไลน์และเบอร์โทรศัพท์ของคู่สนทนาทั้งสองฝ่าย เชื่อมต่อกัน
อยู่แล้ว
บัญชีผู้ใช้งานไลน์ ในการใช้งานแต่ละครั้ง จะสามารถล็อกอิน บนโทรศัพท์ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ได้ประเภทละเครื่องเท่านั้น เป็นไปได้ยากมาก ที่คนระดับอธิบดี จะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ เอาบัญชีผู้ใช้งาน ไลน์ของตัวเองไป
เรื่องนี้คงจบง่าย ๆ ไม่ได้ เพราะข้อมูล ถูกส่งไปให้ศาลรธน. เพื่อประกอบคำร้อง ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจะมีคนไปร้อง ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบอีก ใครพูดจริงใครพูดเท็จ สังคมต้องรู้คำตอบ.
“เขื่อนขันธ์”



