“Toy Story 5” แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ที่กำลังเดินหน้าทุบสถิติโลก และกวาดรายได้ทั่วโลกในสัปดาห์แรกทะลุ 312 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ขณะที่ในประเทศไทยก็กำลังทำเงินมุ่งสู่ 50 ล้านบาท ถือเป็นปรากฏการณ์ “Toy Story ฟีเวอร์” ที่ยังแรงดีไม่มีตก แม้จะเดินหน้าเข้าสู่ภาค 5 ที่ วู้ดดี้ กลายเป็นตาลุงคาวบอยลงพุง หัวเริ่มล้านแล้ว

หลังจากที่ “ทอม แฮงก์ส” เคยให้สัมภาษณ์ในปี 2019 ว่าภาค 4 น่าจะเป็นภาคสุดท้าย แต่ Disney และ Pixar ไม่มีทางทิ้งแฟรนไชส์มูลค่าหลายพันล้านนี้แน่ ในปี 2023 โปรเจ็กต์ภาค 5 จึงถูกอนุมัติอย่างเป็นทางการ
ในภาคนี้ได้ “แอนดรูว์ สแตนตัน” ผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก Finding Nemo และ WALL-E ที่เป็นมือเขียนบท Toy Story ทุกภาค มารับหน้าที่ผู้กำกับเต็มตัวเป็นครั้งแรกของแฟรนไชส์นี้
Toy Story 5 เล่าถึงหนูน้อย “บอนนี่” วัย 8 ขวบ ที่มีปัญหาในการปรับตัวและหาเพื่อนใหม่ที่โรงเรียน พ่อแม่ของเธอจึงซื้อสมาร์ตแท็บเล็ตอัจฉริยะรูปกบชื่อ “Lilypad” ให้ หวังว่ามันจะช่วยให้ บอนนี่ เข้าสังคมยุคใหม่กับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนได้ แต่เรื่องราวกลับบานปลาย เมื่อ บอนนี่ เริ่มเสพติดหน้าจออย่างหนัก จนละเลยเหล่าของเล่นเดิม “เจสซี่” ซึ่งตอนนี้รับหน้าที่เป็นนายอำเภอคนใหม่ของห้อง ต้องพยายามปกป้องเวลาเล่นของบอนนี่ จนทำให้เกิดการปะทะทางความคิดกับ Lilypad ที่วางแผนจะกำจัดของเล่นอนาล็อกออกไปจากชีวิตของเด็ก ทำให้ เจสซี่ กับ “บัซไลท์เยียร์” ต้องแอบติดต่อ “วู้ดดี้” เพื่อขอความช่วยเหลือ นำไปสู่การผจญภัย และการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มของเล่นกับโลกดิจิทัล

ความโดดเด่นของ Toy Story 5 ทาง Pixar ได้นำระบบเรนเดอร์ภาพตัวล่าสุดมาใช้ ทำให้ศิลปินสามารถประมวลผลแสงเงา และภาพแอนิเมชันได้เร็วกว่าเดิมถึง 9 เท่า งานภาพในภาคนี้จึงมีความสดใส สมจริง ก้าวล้ำกว่าทุกภาค และไม่มีการใช้ AI ใด ๆ ทั้งสิ้น จากคำยืนยันของ โทมัส จอร์แดน VFX Supervisor
นอกจากนี้ Pixar ยังเผยว่าผู้ชมจะได้เห็นฉาก “โลกในจินตนาการ” ของเด็กผู้หญิง ที่สร้างขึ้นมาด้วยสไตล์งานทำมือ (Handmade) โดยใช้เทคนิคภาพวาดชอล์กพาสเทล (Pastel Chalk) ที่ดูน่ารัก นุ่มนวล และแปลกตาไปจากเดิม
ด้าน OST ได้ซูเปอร์สตาร์ตัวแม่ “Taylor Swift” มาร่วมแต่งและร้องเพลง “I Knew It, I Knew You” ร่วมกับ แจ็ก แอนโตนอฟฟ์ ทำให้เพลงขึ้นอันดับ 1 Billboard ได้อย่างสวยงาม โดยเพลงนี้ถูกดีไซน์มาเพื่อสะท้อนความรู้สึกลึก ๆ ของตัวละคร เจสซี่

แต่สิ่งที่ถูกสื่ออเมริกันบ่นคือ Toy Story 5 ทำหน้าที่สั่งสอนหรือเทศนามากเกินไปหน่อย ตัวหนังมีทัศนคติที่ค่อนข้าง “ต่อต้านเทคโนโลยี” แบบคนรุ่นเก่า และพยายามยัดเยียดบทเรียนว่า “แท็บเล็ต” คือสิ่งทำลายจินตนาการเด็กมากเกินไปนิด
ขณะที่เนื้อเรื่องก็แอบล้นและวุ่นวายไปหน่อย ด้วยความที่ต้องแบ่งบทให้ทั้งแก๊งในห้องบอนนี่ พาร์ตของวู้ดดี้กับโบพีพข้างนอก แถมยังมีเรื่องของเด็กคนใหม่อย่าง “Blaze” อีก รวมทั้งของเล่นไฮเทคอื่น ๆ ทำให้บางช่วงของหนังดำเนินเรื่องไวและดูชุลมุนเกินไป
4/5
Toy Story 5 ยังคงเป็นแอนิเมชั่นขวัญใจเด็ก ๆ ทั่วโลก นี่ไม่ใช่แค่หนังการ์ตูนตลกของเล่น แต่มันคือกระจกสะท้อนปัญหาสังคมร่วมสมัยของครอบครัวในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ดี มันอาจดูเด็ก และจืดชืดเกินไปหน่อยสำหรับผู้ใหญ่บางคน
หมีเช



