ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในประเทศซึ่งใช้มาตรการปราบปรามยาเสพติดเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะมีจำนวนประชากรเพียงราว 28 ล้านคน แต่ประเทศแห่งนี้กลับเป็นหนึ่งในตลาดยาเสพติดที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากราคายาเสพติด โดยเฉพาะโคเคน เฮโรอีน และเมทแอมเฟตามีน หรือ “ไอซ์” สูงกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางเรือ เครื่องบิน และพัสดุระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลออสเตรเลียจึงกำหนดนโยบาย “ไม่ประนีประนอม” ต่อการลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยให้อำนาจหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น กองกำลังตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและศุลกากรในการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

กฎหมายสำคัญที่ใช้ดำเนินคดี คือ พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายอาญาเครือรัฐ ฉบับปี 2538 ซึ่งกำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก ผลิต และค้ายาเสพติดในระดับเครือจักรภพ ขณะที่แต่ละรัฐและดินแดนของออสเตรเลียยังมีกฎหมายควบคุมการครอบครอง การเสพ และการจำหน่ายยาเสพติดภายในอาณาเขตของตนด้วย

ทั้งนี้ กฎหมายออสเตรเลียจำแนกความผิดตาม “ปริมาณ” และ “เจตนา” โดยแบ่งเกณฑ์หลักออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งส่งผลต่อการที่ศาลพิจารณาบทลงโทษ ได้แก่ ปริมาณเพื่อการเสพ/ปริมาณส่วนบุคคล ซึ่งมักมีโทษปรับหรือจำคุกระยะสั้น และในบางรัฐมีมาตรการเบี่ยงเบนคดีออกจากศาล เพื่อส่งผู้เสพไปบำบัดแทนการติดคุก

ปริมาณเชิงพาณิชย์ โดยเริ่มมีการสันนิษฐานว่าเป็นการค้า มีโทษจำคุกที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และปริมาณเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ สำหรับคดีที่มีการลักลอบนำเข้าหรือครอบครองยาเสพติดล็อตมหึมา เช่น เฮโรอีน หรือไอซ์ ปริมาณเกิน 1-2 กิโลกรัมขึ้นไป แล้วแต่ประเภท ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต

การลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดใน “ปริมาณเชิงพาณิชย์” ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สุด ตามกฎหมายของออสเตรเลีย โดยผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับเงินจำนวนมหาศาล แม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้เป็นเจ้าของยาเสพติด แต่หากศาลเห็นว่ามีส่วนรู้เห็น ช่วยขนส่ง หรืออำนวยความสะดวก ก็อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดได้

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ออสเตรเลียแตกต่างจากหลายประเทศ คือ ศาลให้ความสำคัญกับ “การป้องปราม” เป็นหลัก กล่าวคือ การลงโทษต้องรุนแรงเพียงพอที่จะยับยั้งไม่ให้บุคคลอื่นกระทำผิดตาม ดังนั้น ผู้ต้องหาที่อ้างว่าไม่ทราบว่าภายในสัมภาระมีการซุกซ่อนยาเสพติด หรือได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยจากขบวนการค้ายา มักไม่สามารถใช้เป็นเหตุให้พ้นผิดได้ หากพยานหลักฐานชี้ว่าควรทราบถึงความผิดปกติหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการลักลอบ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียยังสามารถตรวจยึดยาเสพติดมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ออสเตรเลียได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์ เครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์อาหาร หรือแม้แต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน ขบวนการค้ายาเสพติดยังใช้วิธีขนส่งทางทะเลผ่านลูกเรือสินค้า เรือประมง และเรือบรรทุกสินค้า ตลอดจนลูกเรือบนเที่ยวบินพาณิชย์ โดยอาศัยเส้นทางเดินเรือและเส้นทางบิน ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับออสเตรเลีย

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า การพิสูจน์เจตนาเป็นหัวใจสำคัญของคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดสู่ออสเตรเลีย อัยการต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ผู้ต้องหาทราบ หรือควรทราบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน ศาลยังพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ปริมาณยาเสพติด มูลค่าของกลาง ระดับการมีส่วนร่วม และประวัติการกระทำผิดของจำเลย

แม้ออสเตรเลียจะใช้บทลงโทษที่เข้มงวด แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลดอุปสงค์ของยาเสพติดผ่านการบำบัดรักษา การให้ความรู้ และการป้องกันการเสพในกลุ่มเยาวชน ควบคู่กับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีเป้าหมายลดทั้งอุปทานและความต้องการยาเสพติดในประเทศ

จากแนวทางดังกล่าว ทำให้ออสเตรเลียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ดำเนินคดีกับผู้ลักลอบขนยาเสพติดอย่างจริงจังที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้บงการ ผู้ร่วมขบวนการ หรือผู้ทำหน้าที่ลำเลียง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ประกอบกับความร่วมมือระหว่างประเทศ กลายเป็นกลไกสำคัญในการสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ แม้กลุ่มอาชญากรรมจะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบขนส่งอยู่ตลอดเวลาก็ตาม

เพื่อให้เห็นภาพการบังคับใช้กฎหมายและดุลยพินิจของศาลออสเตรเลีย ต่อไปนี้คือคดีน่าสนใจที่สะท้อนถึงการต่อสู้ทางกฎหมายและกลยุทธ์การปราบปรามของเจ้าหน้าที่

หนึ่งในนั้นคือคดีของนาย เจ๋อ ชือ ลอป ชายสัญชาติแคนาดาเชื้อสายจีน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เอล ชาโป แห่งเอเชีย” เขาเป็นผู้นำกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ “เดอะ คอมพานี” หรือกลุ่ม “ซัมกอร์” ซึ่งควบคุมส่วนแบ่งตลาดไอซ์และยาบ้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสูงถึง 70%

ตำรวจออสเตรเลียตั้งปฏิบัติการลับร่วมกับตำรวจสากลเพื่อแกะรอยของนาย เจ๋อ ชือ ลอป มานานหลายปี จนกระทั่งมีการจับกุมตัวได้ ที่สนามบินในประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 2564 และมีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมายังออสเตรเลีย เพื่อดำเนินคดีในปี 2565

ทั้งนี้ ทนายความของนายเจ๋อ ชือ ลอป พยายามต่อสู้ในชั้นศาลที่ออสเตรเลียว่า กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่เป็นการละเมิดสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลออสเตรเลียยึดมั่นในหลักฐานที่ชี้ชัดว่า นายเจ๋อ ชือ ลอป และเครือข่าย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทะลักเข้าของยาเสพติดมูลค่ามหาศาลในออสเตรเลีย

คดีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กฎหมายเครือรัฐของออสเตรเลียมีอำนาจสืบสวนและลงโทษบุคคลภายนอกประเทศ หากการกระทำนั้นส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของออสเตรเลีย

ขณะที่ย้อนกลับไปในปี 2559 เกิดคดีของน.ส.เมลินา โรเบิร์จ และน.ส.อิซาเบล ลากาเซ สองสาวอินฟลูเอนเซอร์ชาวแคนาดา โพสต์ภาพการท่องเที่ยวบนเรือสำราญสุดหรูผ่านอินสตาแกรมอย่างมีความสุข แต่เมื่อเรือจอดเทียบท่าที่เมืองซิดนีย์ เจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจออสเตรเลียนำสุนัขตำรวจดมกลิ่นเข้าตรวจค้น และพบโคเคนน้ำหนักรวมกว่า 95 กิโลกรัม มูลค่าประเมินมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ( ราว 688.89 ล้านบาท ) ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางของทั้งสองคน

ในชั้นศาล เมลินา พยายามอ้างว่าเธอเป็นเพียง “เหยื่อ” ที่ถูกหลอกใช้และดึงดูดด้วยไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา โดยไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในกระเป๋า แต่ศาลออสเตรเลียตีตกข้ออ้างของจำเลย โดยชี้ว่าเงินรางวัลและสิทธิประโยชน์ที่เธอได้รับจากการเดินทางครั้งนี้ สูงเกินกว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวปกติ และจำเลยยอมรับความเสี่ยงโดยเจตนา

บรรยากาศภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ของท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ ในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ศาลออสเตรเลียตัดสินจำคุกอิซาเบลเป็นเวลา 7 ปี และเมลินาเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศาลออสเตรเลียมอง “คนขนยา” ว่าเป็นส่วนสำคัญของกลไกอาชญากรรม และจะไม่ลดหย่อนโทษให้เพียงเพราะภาพลักษณ์ภายนอก หรือการอ้างความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

อนึ่ง “การยอมรับความเสี่ยงโดยเจตนา” ในทางกฎหมาย หมายถึง “การที่บุคคลไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยตรง แต่ตระหนักว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการกระทำผิดกฎหมาย แล้วเลือกที่จะเพิกเฉยหรือเดินหน้าต่อ ทั้งที่สามารถตรวจสอบหรือหลีกเลี่ยงได้”

ในบริบทคดียาเสพติด หลักการนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ต้องหาหลายคนมักอ้างว่า “ไม่รู้ว่ามียาเสพติด” ศาลจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่ารู้หรือไม่รู้เท่านั้น แต่มองด้วยว่า ผู้ต้องหา “จงใจไม่รู้” หรือ “ยอมรับความเสี่ยง” หรือไม่

สำหรับคดีลักลอบขนยาเสพติด โดยเฉพาะในประเทศอย่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และแคนาดา อัยการมักไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า ผู้ต้องหาทราบรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ต้องพิสูจน์ว่า ผู้ต้องหาทราบหรือควรทราบ ว่ามีความเสี่ยงสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ผู้ต้องหามีโอกาสตรวจสอบหรือปฏิเสธได้ แต่เลือกที่จะเพิกเฉยและดำเนินการต่อ

หากอัยการพิสูจน์ได้ ศาลอาจพิจารณาว่า ผู้ต้องหามีความรับผิดทางอาญา แม้จะไม่มีหลักฐานว่ารู้ชนิดหรือปริมาณของยาเสพติดก็ตาม

ขณะที่กฎหมายยาเสพติดของออสเตรเลียมีบทลงโทษผู้ค้ารายใหญ่อย่างเด็ดขาด แต่ออสเตรเลียเริ่มเปลี่ยนผ่านวิธีปฏิบัติต่อผู้เสพรายย่อย โดยเปลี่ยนจากการจับกุมแล้วให้รับโทษจำคุก เป็นการสั่งปรับและส่งตัวเข้าสถานบำบัดแทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่าปัญหายาเสพติดในระดับบุคคลคือ “ปัญหาสาธารณสุข” ไม่ใช่เรื่องอาชญากรรม

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความท้าทายคือ ขบวนการค้ายาเสพติดมักดัดแปลงสูตรเคมีของยาเสพติดไปเรื่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงรายชื่อสารต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลและรัฐบาลออสเตรเลียจึงต้องแก้เกมด้วยการบัญญัติกฎหมายแบบ “ครอบคลุมตามโครงสร้างอนุกรมเคมี” หมายความว่า หากสารเคมีชนิดใหม่ใดมีโครงสร้างทางเคมีหรือส่งผลต่อระบบประสาทคล้ายคลึงกับยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย ให้ถือว่าสารนั้นผิดกฎหมายทันที โดยไม่ต้องรอประกาศชื่อเป็นทางการ ส่งผลให้การต่อสู้ในชั้นศาลของจำเลย ที่คิดจะใช้ช่องว่างทางวิทยาศาสตร์ต้องตกไป

กฎหมายยาเสพติดของออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดแบบ “สองทางขนาน” นั่นคือการใช้ยาแรงและบทลงโทษขั้นสูงสุดอย่างการจำคุกตลอดชีวิต เพื่อบดขยี้เครือข่ายทุนข้ามชาติและผู้ค้ารายใหญ่ พร้อมกับการเปิดพรมแดนทางกฎหมายให้ยืดหยุ่นในเชิงมนุษยธรรมเพื่อเยียวยาผู้เสพรายย่อย

คดีความที่ผ่านมา ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ระบบศาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของออสเตรเลียมีความเฉียบขาด มีมาตรฐานการพิสูจน์หลักฐานที่รัดกุม และพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อปกป้องสังคมของตนจากภัยยาเสพติด.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES