ทั้งที่การจะพัฒนาประเทศได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่การลงทุนของรัฐบาลต้องมีแบบสมน้ำสมเนื้อ แต่ปรากฎว่าในปีงบประมาณ 70 นี้ รายจ่ายลงทุน มีเพียง 789,171.5 ล้านบาท ลดลงไปจากปีก่อนหน้าถึง 72,564.8 ล้านบาท หรือลดลง 8.4%

ด้วยเพราะ…ภาระรายจ่ายประจำและภาระผูกพันข้ามปี ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกินสัดส่วนสูงถึง 73.6% โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐและสวัสดิการข้าราชการ ที่เมื่อนับรวมงบกลางและงบอุดหนุนท้องถิ่นแล้ว พุ่งทะยานไปแตะ 1.4 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของงบทั้งประเทศ

นอกจากนี้ยังมีงบผูกพันข้ามปี ที่ตามมาเช็คบิลสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท หรือ 44.3% ที่รัฐบาลต้องจ่ายคืนทันที ห้ามเบี้ยว ห้ามปรับเปลี่ยนใด ๆ

ในเรื่องนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้แอ่นอกรับความจริงและขอสวมบท “หมอเอก” เพื่อขอผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณให้โปร่งใส เลิกหมกเม็ด ให้ตรวจสอบได้

ที่สำคัญต้องลดการขาดดุลให้ได้ โดยลดจาก 4.4% ของจีดีพี ในปี 69 เหลือเพียง  3.9% หรือ 7.88 แสนล้านบาท ในปีงบฯ 70 นี้ และวางเป้าหมายลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 72

ทั้งหลายทั้งปวง… ก็เพื่อต้องการรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก!

ด้วยเหตุนี้ “หมอเอก” จึงตั้งเป้าหมายให้ปี 69 นี้ เป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในคน  และการลงทุนที่ไม่ใช้เงินงบประมาณ

อย่างที่บอก…ว่าในเมื่อข้อจำกัดของงบฯปี 70 ที่น้อยลง ดังนั้น การลงทุนจากภาคเอกชนจึงกลายเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศ

แต่หากยังมีอุปสรรคในสารพัดด้าน เป้าหมายของหมอเอก ก็อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน นโยบาย “Thailand Fastpass” จึงผุดออกมา เพื่อเป็น อาวุธสำคัญ ในการดึงดูดนักลงทุน

รัฐบาลเชื่อว่า….ปัญหาคอขวดต่างๆ ที่เคยติดอยู่ จะไหลสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าภายในปีนี้ ทางด่วนที่เรียกว่า “Thailand Fastpass”  จะทำให้เกิดการลงทุนจริงมากถึง 9 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาท

แต่! การได้สิทธิ์ “ทางด่วน” นี้ ไม่ใช่การแจกฟรี!  เพราะรัฐบาลได้ตั้งเงื่อนไขเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเสียเปรียบและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

ทั้ง…ในเรื่องของเงื่อนไขเวลาและวงเงินลงทุนจริง  อย่างน้อย 20 % ของมูลค่าโครงการทั้งหมดภายในปีที่ได้รับอนุมัติ เพื่อป้องกันการกักตุนสิทธิ์และเร่งดึงเงินเข้าระบบเศรษฐกิจทันที

ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติ ต้องมีแผนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี  ร่วมกับสถาบันการศึกษาหรือแรงงานไทย เพื่อยกระดับให้คนไทยก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและมีรายได้สูงขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงแรงงานไร้ทักษะ

รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะเน้นการลงทุนไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า , ดาต้าเซ็นเตอร์  และการใช้พลังงานสะอาด

โดยนักลงทุนจะได้รับการปลดล็อกวิกฤติ Red Tape” หรือ ระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยการลดระยะเวลาขออนุมัติ-อนุญาตลงถึง 20–50%

การปลดล็อกนี้ จะทำให้เอกชนสามารถเปลี่ยนตัวเลข “ยอดอนุมัติแผนลงทุน” ให้กลายเป็น “การลงเงินก่อสร้างจริง” ได้รวดเร็วขึ้น แก้ไขปัญหาคลาสสิกของไทยที่ยอดขอส่งเสริมการลงทุนสูงแต่ยอดลงทุนจริงต่ำ

เมื่อเงินลงทุนมา ก็จะนำมาซึ่งการพัฒนาของประเทศ  เพราะเงินลงทุนไม่ได้จบอยู่เพียงแค่ในโรงงานเท่านั้น แต่จะสร้างซัพพลาย เชน  หมุนเวียนในท้องถิ่น ทั้งธุรกิจก่อสร้าง, ผู้รับเหมา, โลจิสติกส์, และบริการ รอบพื้นที่ตั้งโรงงานรวมไปถึงการทำให้ไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม การนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ความโปร่งใส และการตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อตอบสังคมและสาธารณชนให้ได้

ขณะที่สิทธิประโยชน์แบบพรีเมียมของ Thailand Fastpass ที่ประเคนให้กลุ่มทุนข้ามชาติขนาดยักษ์ อาจกลายเป็นการสร้าง “ระบอบสองมาตรฐาน” ที่เอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ต่างชาติ

จนเบียดขับเอสเอ็มอีไทย ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษเหล่านี้ได้ หากไม่มีมาตรการบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ที่ชัดเจน

เพราะ….หากเป็นเช่นนั้นไทยก็อาจเป็นได้เพียง “พื้นที่เช่าตั้งโรงงาน” แต่ไม่ได้สร้างแวลู เชน ที่แท้จริงให้แก่คนในชาติ ก็เป็นไปได้!