การสกัดไม่ให้มีโอกาสได้“ริเริ่ม” จึงเป็นรากฐานที่กำลังถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ตั้งแต่ใน“รั้วโรงเรียน” ที่พอจะมีช่องว่างให้ได้“ปลูกฝัง”ความรู้ความเข้าใจถึงภัยยาเสพติด ด้วยกระบวนการสอนและอบรมความรู้ ซึ่งไม่นานมานี้ สำนักงาน ป.ป.ส. นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี สะท้อนภาพกระบวนการเชิงรุกระหว่างหน่วยงานปราบปราม ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ผ่านการเยี่ยมชมห้องเรียนต้นแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา EF (Executive Functions)
น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ระบุ ถึงความจำเป็นที่สถานศึกษาควรแทรกหลักสูตร EF ในนักเรียนระดับประถมว่า เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้าพัฒนา และซึมซับความรู้ความเข้าใจได้ดี ที่ผ่านมาการแก้ปัญหายาเสพติดลงทุนไปกับการปราบปรามเยอะแล้ว วันนี้ถึงเวลาต้องหันกลับมาลงทุนกับเด็กและเยาวชน เพื่อให้อยู่ห่างจากอบายมุขมากที่สุด

ทั้งนี้ ไม่ได้มองว่าการพัฒนาทักษะทางสมอง EF จะช่วยแก้แค่ยาเสพติด แต่เชื่อว่า EF จะช่วยได้ตั้งแต่เรื่องการตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ ในประเด็นยาเสพติด การพนัน และการติดโซเชียลมีเดียได้ด้วย
“เชื่อว่าหลักสูตร EF จะเป็นรากฐานที่ดีในการทำให้เด็กมีแนวคิดเติบโต เลือกทางเดินชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยเฉพาะ รร.อนุบาลสุราษฎร์ฯ เป็นหนึ่งในสถานที่สำหรับเด็กนักเรียนที่ถูกปลูกฝังทางความคิด เริ่มตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6”
สำหรับบุคลากรครูจะมีหน้าที่สอดแทรกความรู้ผ่านงานวิชาการ บทเรียน หนังสือ นิทาน เป็นการฝึกบริบทการปรับตัวให้เด็ก เมื่อต้องเข้าสู่สถานศึกษาที่มีเพื่อนหลากหลายเพศและวัย จะได้จัดระบบระเบียบความคิด แยกเวลาความสำคัญระหว่างการเรียนและการเล่น ซึ่งช่วงเวลาเสรีเด็กจะได้สนุกกับเพื่อน ขณะเดียวกันเด็กก็เรียนรู้ที่จะฟังสัญญาณต่าง ๆ ว่าช่วงใดต้องกลับมาเรียน

“ความมีระบบระเบียบเหล่านี้ จะช่วยให้เด็กรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และได้ลงมือปฏิบัติจริง เลือกพิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมที่ตนเองใช้ชีวิตในปัจจุบัน ที่จะมีผลต่อในอนาคต”
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังแค่หลักสูตรในรั้วโรงเรียน แต่อยากให้เกิดขึ้นในสถาบันครอบครัว ซึ่งจะมีผู้ปกครองดูแล-ให้คำแนะนำ การต่อยอดทักษะ EF ในสถาบันครอบครัวเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่จะสอนเด็กไปในตัว
ยกตัวอย่าง เขารู้ตัวว่าจะต้องช่วยครอบครัวทำงานบ้านอย่างไรได้บ้าง หรือดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง เพราะสุดท้ายแล้ววัยเด็กนี้ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลตัวเองและคนที่รักในอนาคต จึงอยากให้การปลูกฝังเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ยังเป็นวัยเยาว์ เพื่อตกตะกอนผลลัพธ์ไปถึงวัยรุ่น วัยเรียนต่อไป

ด้านน.ส.ชนิดา ชะตา รอง ผอ.โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สะท้อนผลการเรียนรู้และประสบการณ์จริงที่เด็กนักเรียนได้รับจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ว่า นับแต่อดีตที่สอนเรียนแบบท่องจำ หลักสูตร EF จะช่วยปลูกฝังเด็กให้มีวิธีการคิดเป็นขั้นตอน เช่น การจัดทำโครงการสักอย่าง เด็กจะได้จับกลุ่มและพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
ส่วนการปลูกฝังเรื่องให้ห่างไกลยาเสพติด ในฐานะที่เป็นโรงเรียนอนุบาล ต้องดูแลเด็กตั้งแต่อนุบาล 1 -ประถมศึกษาปีที่ 6 สิ่งแรกที่ทำคือการสร้างเกราะคุ้มกันทางสมองที่เข้มแข็งก่อน เพราะเด็กอนุบาลไม่สามารถรับรู้ได้ว่า“ยาเสพติดคืออะไร” แต่พฤติกรรมการเสพติดขั้นต้นของวัยเด็ก คือ การเสพติดกินขนมเดิม ๆ ดื่มน้ำเดิม ๆ
“เมื่อไรก็ตามที่เด็กสามารถเลือกสิ่งอื่นได้ หรือมีความยืดหยุ่นในตัวเอง เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันไม่จำเป็นต้องรับประทานสิ่งนี้ หรือเลือกเพียงแค่สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวไปตลอดชีวิตก็ได้”

ต่อจากนั้นเราจะมีการพูดคุยกับผู้ปกครอง ทำความเข้าใจเรื่องทักษะสมอง EF ทั้ง 9 ด้าน และ 3 ทักษะ เพื่อขยับสู่การสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ แก่เด็กวัยประถม เราจะได้บอกเด็กตรง ๆ ว่ายาเสพติดคืออะไร แต่เราจะสอดแทรกเรื่องภัยยาเสพติดผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกันภายในโรงเรียนและที่บ้าน เพื่อให้เกิดการซึมซับและค่อย ๆ เรียนรู้ไปตามช่วงวัย
รอง ผอ.โรงเรียนอนุบาลฯ ยังสะท้อนว่าการมีเกราะทางความคิดที่เข้มแข็งตั้งแต่วัยเด็ก จะตกตะกอนไปถึงวัยผู้ใหญ่ แม้ระหว่างทางจะเผชิญสิ่งยั่วยุ หรือสิ่งที่ไม่เหมาะสม เด็กก็จะมีระบบและวิธีคิดและพิจารณาตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง เด็กจะเรียนรู้ถึงการปฏิเสธให้เป็น
ยกตัวอย่าง ปัญหาการกลั่นแกล้งในวัยเรียน เมื่อเด็กต้องเผชิญหน้า ก็เรียนรู้ที่จะบอกกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ เพื่อขอคำแนะนำและวิธีหลีกเลี่ยง นี่คือการเรียนรู้ของเด็กที่จะหาที่พึ่งในยามที่ตัวเองประสบปัญหาทางจิตใจหรือร่างกาย ซึ่งบุคลากรครูในโรงเรียนจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคนเสมอ หากสังเกตความผิดปกติหรือแปลกใหม่สำหรับเขา หรือน่าตั้งข้อสังเกตและหวังคำตอบ เด็กเลือกที่จะเดินเข้าหาคุณครูและสอบถามตรง ๆ นี่คือการตัดสินใจของเด็ก ว่าบางครั้ง บางปัญหา อาจไม่จำเป็นต้องตัดสินใจด้วยความเห็นตัวเองอย่างเดียว สามารถขอรับคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ได้ด้วย

พร้อมชี้ข้อกังวลของเด็ก ๆ ที่ต้องเผชิญกับ“รูปลักษณ์”ยาเสพติดที่มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยั่วยวน เชื้อเชิญ คล้ายขนม ส่วนใหญ่จะมีสีสันสดใส หรือมีกลิ่นหอมหวาน ทำให้เด็กตัดสินใจมาสอบถามว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร สามารถรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งบางกรณีหากไม่ใช่ยาเสพติด แต่มีรูปลักษณ์แปลกใหม่ คล้ายของใช้สำหรับวัยผู้ใหญ่
“ในฐานะครูก็ต้องให้คำแนะนำว่าสามารถรับประทานได้จริงหรือไม่ และจะมีผลดีไม่ดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง หรือดูว่าเหมาะสมกับวัยหรือไม่ แต่หากเป็นกรณีที่มีสารเสพติดผสม เราจะเตือนพร้อมให้ข้อมูลความอันตรายของสิ่งเหล่านั้นให้เด็กได้เข้าใจจริง ๆ เพื่อไม่พลาดพลั้งไปใช้ หรือไปลองใช้เด็ดขาด”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



