จากดัชนีที่เคยพุ่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,410 จุดในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ ณ วันนี้กลับร่วงกราวรูด ลงมาเหลือเพียงระดับ 5,500 – 5,600 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลงในเดือนเดียวสูงถึง 40%
ที่สำคัญ!บรรดานักวิเคราะห์ ต่างคาดการณ์ว่าเผลอ ๆ อาจดิ่งลงถึง 44% ในเร็ว ๆ นี้ อีกต่างหาก ซึ่งถือเป็นการร่วงลงแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทีเดียว และดึงให้เครื่องมือหยุดการซื้อขายชั่วคราวอย่างเซอร์กิต เบรกเกอร์ ต้องทำงานติดต่อกันถึง 2 วันซ้อน
อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นที่เคยเป็นดาวเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย หนีไม่พ้นในเรื่องของ ฟองสบู่หุ้นเอไอกำลังจะแตกสะบั้น
หากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โลกการลงทุนต่างเชื่อว่าเอไอ คือคำตอบของทุกธุรกิจ บริษัทไหนประกาศลงทุน เอไอ ราคาหุ้นมักพุ่งทันที นักลงทุนพร้อมจ่ายค่า P/E สูงเป็นประวัติการณ์ เพราะเชื่อว่าอนาคตจะเติบโตแบบก้าวกระโดด
แต่เมื่อความคาดหวังวิ่งเร็วกว่าผลกำไรจริง ฟองสบู่ย่อมมีวันแตก สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมา สามารถสะท้อนในเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด ใต้ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด
ตลาดหุ้นkospi ดิ่งลงอย่างรุนแรง หลายวันติด จนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขาย หลังนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเอไอ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ SK hynix ที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเอไอโลก เพราะกลัวกันว่าการลงทุนด้าน เอไอทั่วโลกอาจร้อนแรงเกินพื้นฐาน และการแข่งขันจากจีนกำลังรุนแรงขึ้น
แม้จะมีแรงรีบาวด์ครั้งใหญ่ หลังบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐประกาศผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเอไอ กำลังเข้าสู่ยุคที่ความผันผวน จะเป็นเรื่องปกติ นักลงทุนเริ่มแยกแยะระหว่างบริษัทที่มีไอไอจริง กับบริษัทที่ใช้เอไอ เป็นเพียงเรื่องเล่า
เรื่องนี้บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ฟองสบู่ไม่ได้แตกเพราะเอไอไม่มีอนาคต และหลายคนเข้าใจผิดว่าเอไอกำลังหมดกระแส แต่ในความจริงแล้วปัญหาอยู่ที่ความคาดหวัง มากกว่า
ตลาดต่างเริ่มตั้งคำถามว่า บริษัทที่ลงทุนศูนย์ข้อมูล มหาศาล ซื้อชิปนับล้านตัว ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่จะสร้างรายได้คืนได้เมื่อไหร่? เมื่อคำตอบยังไม่ชัด นักลงทุนจึงเลือกขายทำกำไร
นี่คือ…ธรรมชาติของตลาดทุน ทุกครั้งที่เกิดเทคโนโลยีใหม่ จะมีช่วง “Hype Cycle” หรือวงจรความคาดหวัง ที่เริ่มจาก…ความหวัง ตามด้วย…การเก็งกำไร ก่อนเข้าสู่ช่วง…ผิดหวัง และสุดท้าย…เหลือเพียงบริษัทที่แข็งแกร่งจริง
เมื่อถามว่าปัญหานี้จะทำให้ตลาดหุ้นไทยโดนลูกหลงแค่ไหน หากมองเชิงตรง ไทยไม่ได้มีบริษัทเอไอ ขนาดใหญ่เหมือนเกาหลี จึงไม่น่าจะเกิดแรงขายรุนแรงแบบเดียวกัน
ขณะเดียวกัน! ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นไทยจะปลอดภัย เพราะผลกระทบจะมาใน 4 ช่อง เริ่มตั้งแต่
ตลาดหุ้น เพราะหากต่างชาติลดความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยีโลก เงินลงทุนมักไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดไทยยังขาดปัจจัยบวกภายในประเทศ ตลาดหุ้นไทยอาจถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอไอโดยตรง
ขณะที่ในแง่ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เกาหลีคือผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก หากการลงทุนเอไอชะลอตัว คำสั่งซื้อชิป เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ก็อาจลดลง ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานที่ไทยมีส่วนร่วม ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์วงจรไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะในช่วงที่ผ่านมา หุ้นไทยหลายบริษัทพยายามประกาศใช้เอไอ บางแห่งยังไม่มีรายได้จาก เอไอ แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นเพราะกระแส หากนักลงทุนเริ่มกลับมามองพื้นฐาน หุ้นที่ไม่มีผลประกอบการรองรับอาจเผชิญแรงเทขายก็เป็นไปได้
สุดท้ายคือ เรื่องการลงทุนของภาคธุรกิจ บริษัทไทยอาจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น จากเดิมที่เร่งลงทุนเอไอ เพื่อไม่ตกขบวน อาจหันมาคำนวณผลตอบแทนให้รอบคอบกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยลดการลงทุนเกินตัว
เอาเป็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส การปรับฐานของตลาดหุ้นเกาหลีครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสของไทย เพราะการแข่งขันจะเปลี่ยนไปอยู่ที่ใครใช้เอไอได้คุ้มค่ากว่าที่จะเพียงแต่พูดเรื่องเอไอ
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



