การเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 3–4 ส.ค. 2569 ตามคำเชิญของพล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย และมีนัยต่อทิศทางทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะต่อไป
การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี นอกจากเป็นการเดินทางเยือนเพื่อแนะนำตัวตามธรรมเนียมทางการทูตของผู้นำใหม่แล้ว ยังสะท้อนความพยายามของไทยในการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “พี่ใหญ่” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง
พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบเมอร์เดกา ในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 3 ส.ค. จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ทั้งพิธียิงสลุต 19 นัด การตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และการต้อนรับจากผู้แทนเยาวชนอินโดนีเซีย สะท้อนบรรยากาศความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกัน การเยือนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภารกิจเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนการหารือระดับผู้นำ ครั้งที่ 2 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน และเป็นประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่และหุ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของไทย ท่ามกลางโลกที่เผชิญการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ การประสานความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค จึงมีความสำคัญทั้งต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ การสร้างอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ และการรักษาความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียมีรากฐานยาวนาน ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2493 ก่อนพัฒนาไปสู่ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการร่วมกันก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อปี 2510 พร้อมกับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ผ่านการลงนามในปฏิญญากรุงเทพฯ ทำให้ไทยและอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง
ตลอดระยะเวลานานกว่า 7 ทศวรรษ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตย ความเข้าใจอันดี และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน กระทั่งเดือนพ.ค. 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทยและอินโดนีเซียประกาศยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ระหว่างการเยือนไทยของพล.ท.ปราโบโว ซึ่งถือเป็นการเปิดบทใหม่ที่มุ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมมากขึ้น

การเยือนอินโดนีเซียของนายอนุทินในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดเจตนารมณ์ดังกล่าว โดยก่อนการเดินทาง รัฐบาลไทยได้อนุมัติร่างแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ครอบคลุมระหว่างปี 2569–2573 และผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันประกาศแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ที่กรุงจาการ์ตา แผนระยะ 5 ปีนี้ครอบคลุม 4 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและความเชื่อมโยง สังคม วัฒนธรรมและการศึกษา รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี
ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ ยาเสพติด อาชญากรรมทางไซเบอร์ และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือศูนย์หลอกลวงออนไลน์ข้ามแดน พร้อมเห็นพ้องเพิ่มความร่วมมือด้านการข่าวและการป้องกันประเทศ รวมถึงแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาผ่านการทูตและกลไกของอาเซียน
ในมิติเศรษฐกิจ ความร่วมมือถือเป็นหัวใจสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าเพิ่มการค้าเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 668,560 ล้านบาท ) ภายในปี 2573 พร้อมขยายการลงทุน เปิดโอกาสให้สินค้าเข้าสู่ตลาดของกันและกัน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดตั้งคณะกรรมาธิการการค้าร่วม ซึ่งจะเป็นกลไกทวิภาคีด้านการค้ารูปแบบแรกระหว่างสองประเทศ เพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่และแก้ไขอุปสรรคทางการค้า
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังครอบคลุมความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน โดยจะเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตร เปิดทางให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมฮาลาล การประมงอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยว และการลงทุนระหว่างกันทั้งในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรม ตลอดจนพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน
ด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา ไทยและอินโดนีเซียได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับเยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการเรียนรู้ภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว

อีกด้านที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งสองประเทศในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนเห็นพ้องที่จะรักษาความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมสนับสนุนกันในเวทีพหุภาคี รวมถึงกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( โออีซีดี ) เพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจและกฎเกณฑ์ด้านการค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ในวันที่ 4 ส.ค. นายกรัฐมนตรีไทยยังเป็นประธานเปิดการประชุมเศรษฐกิจไทย-อินโดนีเซีย ( Thailand–Indonesia Business Forum ) ซึ่งจัดขึ้นโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย ( คาดิน ) ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศสร้างเครือข่ายและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาอนาคต เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และนวัตกรรมอาหาร
นอกจากนี้ นายอนุทินเดินทางไปยังสำนักงานเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา เพื่อพบหารือกับนายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียนและแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของอาเซียน ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ก่อนที่ไทยจะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 โดยไทยเน้นการสร้างประชาคมที่มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันอาเซียนให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างทั่วถึง
การเยือนอินโดนีเซียของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ตามธรรมเนียมทางการทูต หากเป็นการวางโครงสร้างความร่วมมือระยะยาวที่ครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐกิจ ความมั่นคง การศึกษา ไปจนถึงบทบาทของทั้งสองประเทศในอาเซียน
จุดแข็งของไทยในด้านอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูป และศักยภาพทางธุรกิจ เมื่อผสานเข้ากับตลาดขนาดใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซีย อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในภูมิภาค หากแผนงานที่ผู้นำทั้งสองประเทศวางไว้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียก็มีโอกาสก้าวจาก “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ไปสู่การเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : REUTERS



