วันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. 2569 การประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกที่จังหวัดสงขลา จะเป็นเวทีชี้ชะตาโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกครั้ง เมื่อกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กม. วงเงินลงทุนกว่า 2.97 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 3 เส้นทางสายใต้ที่พร้อมขออนุมัติโครงการ และอีก 3 เส้นทางในภาคเหนือและอีสานที่ขอความเห็นชอบในหลักการ เนื่องจากยังรอผลพิจารณาจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์

3 เส้นทางสายใต้พร้อมเดินหน้า : ประเด็นที่ต้องจับตาที่สุดคือ 3 เส้นทางสายใต้ รวมระยะทาง 534 กม. วงเงินกว่า 1.04 แสนล้านบาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ครบทั้ง 3 หน่วยงานแล้ว ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท, สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท

โครงการทั้ง 3 เส้นทางไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเสนอ ครม.มาแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แต่ต้องกลับมาเริ่มกระบวนการใหม่หลังมีการยุบสภา ขณะเดียวกันยังเจอโจทย์อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องทบทวนแบบก่อสร้างบางส่วน เพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วมในอนาคต

หาดใหญ่ยกระดับรับโจทย์น้ำท่วม : จุดที่มีการปรับแบบชัดเจนอยู่ที่ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ โดยจะปรับบางช่วงในพื้นที่หาดใหญ่และบริเวณใกล้เคียงที่เคยมีน้ำท่วมสูงเป็นทางรถไฟยกระดับ ขณะที่วงเงินก่อสร้างยังคงเดิม

รฟท.เตรียมเสนอแบบที่ปรับปรุงแล้วต่อบอร์ด รฟท. ในวันที่ 11 ส.ค. 2569 ก่อนส่งกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ทันเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจรสงขลา
หาก ครม.เห็นชอบ รฟท.วางแผนทยอยเปิดประกวดราคาภายในปี 2569 โดยเปิดทีละเส้นทาง ห่างกันประมาณ 2 เดือน แทนการเปิดพร้อมกันทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มจากชุมพร-สุราษฎร์ธานี ตามด้วยชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เนื่องจากทั้ง 2 เส้นทางไม่มีปัญหาด้านพื้นที่ ส่วนสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา จะเปิดประมูลเป็นลำดับสุดท้าย

ทยอยประมูลรอเคลียร์ผู้บุกรุก : เหตุผลสำคัญมาจากช่วงหาดใหญ่-สงขลา ซึ่งปิดใช้ทางมาตั้งแต่ปี 2527 ปัจจุบันมีผู้บุกรุกแนวเส้นทางประมาณ 20 กม. รฟท.จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่ควบคู่กับการเตรียมโครงการ
เบื้องต้นอาจแบ่งช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลาออกเป็น 3 สัญญาย่อย ได้แก่ สุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง, ทุ่งสง-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-สงขลา เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างในช่วงที่พร้อมได้ก่อน

เหนือ-อีสาน รอสภาพัฒน์ : ส่วนอีก 3 เส้นทาง ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท, ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท และเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท ทั้ง 3 เส้นทางผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาพัฒน์ จึงยังไม่สามารถเสนอขออนุมัติโครงการได้ในรอบนี้
กระทรวงคมนาคมจึงเตรียมขอ ครม.เห็นชอบในหลักการไว้ก่อน และคาดว่าจะนำกลับมาเสนอขออนุมัติโครงการได้ประมาณปลายปี 2569 หลังผ่านความเห็นของสภาพัฒน์

ทางคู่ ลดเวลาขนส่ง-ต้นทุนโลจิสติกส์ : สำหรับรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนมาสู่ระบบราง เมื่อมีทางคู่ รถไฟไม่ต้องเสียเวลารอหลีกขบวน ทำให้เดินรถได้ต่อเนื่องและตรงเวลามากขึ้น คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ราว 30% พร้อมลดอุบัติเหตุและต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ

การประชุม ครม.สัญจรสงขลาครั้งนี้จึงต้องจับตา 3 เส้นทางสายใต้เป็นพิเศษ เพราะหากผ่านความเห็นชอบ จะเข้าสู่ขั้นตอนประกวดราคาภายในปี 2569 ขณะที่อีก 3 เส้นทางยังต้องรอความเห็นจากสภาพัฒน์ และกลับมาเสนอ ครม.อีกครั้งช่วงปลายปี

จากโครงการที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณามาหลายปี รอบนี้ “ทางคู่สายใต้” จะขยับจากขั้นตอนอนุมัติไปสู่การประมูลได้จริงหรือไม่…
ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์
……………………………………………….
นายสปีด
***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
คลิกอ่านบทความทั้งหมดที่นี่



