โดยเฉพาะข้อกังวลยังสามารถใช้อาวุธปืนที่มีอยู่โดยถูกกฎหมายปกป้องทรัพย์สินและชีวิตของตัวเองได้หรือไม่ เรื่องนี้ “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามกับนายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความและนักกฎหมาย ให้มุมมองว่าตามประมวลกฎหมายอาญา ได้รับรองสิทธิประชาชนในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตนเองไว้ ดังนี้
“มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใด เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”
หากครบเงื่อนไข 3 ข้อดังต่อไปนี้ กฎหมายรับรองคุ้มครองไม่มีความผิดแม้อีกฝ่ายจะถึงความตายก็ตาม
ข้อ 1 มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย (เช่น มีคนร้ายบุกรุกเข้ามาทำร้ายร่างกาย บุกรุกเข้ามาขโมยทรัพย์สิน)
ข้อ 2 ต้องป้องกันขณะนั้น ไม่อาจรอความช่วยเหลืออื่นได้ทันท่วงที
ข้อ 3 ใช้วิธีป้องกันตามสมควรแก่เหตุ ไม่เกินความจำเป็น

ปกติกฎหมายกำหนด“ห้ามไม่ให้พกพาอาวุธปืน”อยู่แล้ว “ยกเว้น”เฉพาะผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือเรียกกันว่าใบป.12 หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ หากดำเนินนโยบายห้ามไม่ให้พกพาอาวุธปืน 100 % ย่อมป้องปราบเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นจากการมีอาวุธปืน ลดความเสี่ยงอาชญากรรมจากการพกพา
อย่างไรก็ตาม หากเข้มงวดจริงตามที่ประกาศ ก็อาจมีผลเสียกระทบถึงชีวิตและความเป็นอยู่ชาวบ้านชนบทห่างไกล หากเกิดเหตุร้ายที่ไม่สามารถขอความช่วยเลือจากเจ้าหน้าที่ได้ทัน ดังนั้น จำเป็นต้องให้ประชาชนมีสิทธิในการป้องกันตัวและทรัพย์สินภายใต้กฎหมายกำหนด

“หากบังคับใช้นโยบายดังกล่าวอย่างเข้มงวด ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่ามีปืนไว้ก็ไม่สามารถใช้ป้องกันตัวได้ ยิงโจรเพื่อป้องกันตนเองและทรัพย์สินก็ผิดกฎหมาย ผลที่ตามมาอาจเป็นความรู้สึกว่าคนสุจริตถูกจำกัด แต่คนร้ายที่มีปืนเถื่อนยังคงมีอาวุธอยู่”
นอกจากนี้ อาจเกิดคำถาม “ถ้าคนร้ายรู้ว่าประชาชนไม่กล้าใช้อาวุธป้องกันตัว คนร้ายจะย่ามใจขึ้นหรือไม่” รัฐมีอำนาจและเหตุผลที่จะควบคุมอาวุธปืน เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย แต่การควบคุมต้องไม่ถูกนำไปปะปนกับหลักป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะการมีอาวุธปืน และการใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันภยันตราย เป็นคนละประเด็นทางกฎหมายกัน
“โจรเข้าบ้าน ไม่ได้ทำให้เจ้าของบ้านมีสิทธิยิงได้ทุกกรณี กลับกันกฎหมายก็ไม่ได้บังคับให้เจ้าของบ้านต้องยอมให้ตนเองหรือคนในครอบครัวถูกทำร้าย โดยไม่มีสิทธิป้องกันตนเอง”

ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าใบอนุญาตที่เกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่ถูกกฎหมายในบ้านมีอะไร โดยหลักการทั่วไปประชาชนจะไม่สามารถซื้อขาย ครอบครอง พกพาปืนและเครื่องกระสุนได้ แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นในการขออนุญาต กรณีที่บุคคลทั่วไปหรือชาวบ้านที่ต้องการมีไว้ใช้ป้องกันตนเองและทรัพย์สิน เพื่อใช้ในการเล่นกีฬา หรือเพื่อใช้ในการยิงล่าสัตว์ ต้องขอและต้องได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน-เครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล หรือที่เราเรียกกันใบ ป.4
จากกฎหมายเห็นชัดว่ารัฐเองก็มีความเข้าใจถึงการดูแลทรัพย์สิน ที่ในพื้นที่ที่อาจจะไม่สามารถดูแลทั่วถึงได้จึงอนุญาต และหากเกิดเหตุย่อมใช้อาวุธปืนป้องปราบได้ “ตามสมควรแก่เหตุ” กฎหมายอาญา มาตรา 68 กำหนดบทยกเว้นโทษไว้ให้ หากเป็นการป้องกันทรัพย์สินของตนและสมควรแก่เหตุก็จะไม่มีความผิด ดังนั้น หากชาวบ้านใช้อาวุธปืนป้องกันเหตุโจรขึ้นบ้าน โดยไม่ได้มีการพกพาอาวุธปืนออกไปที่ต่างๆ ก็ไม่มีความผิด

ยกตัวอย่าง คำพิพากษาฎีกาที่วางบรรทัดฐานไว้ อาทิ คำพิพากษาฎีกาที่ 7940/2551 ผู้ตายถืออาวุธมีดยาว 12 นิ้ว เข้ามาในบ้านจำเลยเพื่อทําร้าย จำเลยจึงขึ้นบนบ้านเพื่อหยิบอาวุธปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาดจุด 22 ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้เพื่อปราม ไม่มีกิริยาอาการที่จะยิงทำร้ายผู้ตาย
ดังนี้จะถือว่ามีเจตนาที่จะสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายไม่ได้ เพราะบ้านที่จำเลยอยู่ถือว่าเป็นเคหสถานที่ปลอดภัยไม่ควรถูกรุกล้ำ ต่อมา ผู้ตายเดินเข้าหาเพื่อทำร้ายระยะห่างประมาณ 1 วา โดยมีอาวุธมีดยาว นับเป็นภยันตรายใกล้ถึงแล้ว ย่อมมีสิทธิป้องกัน เพราะหากปล่อยให้เข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสใช้ปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมขัดข้อง
การที่จำเลยยิงไป 1 นัด แต่ผู้ตายยังคงเดินเข้าหา จึงยิงอีก 2 นัดติดต่อกัน จนผู้ตายล้มลงถึงแก่ความตาย นับว่าเป็นการ“พอสมควรแก่เหตุ”ในภาวะและวิสัยเช่นนั้น การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกัน ภายหลังผู้ตายล้มลงนอนหงาย จำเลยยังเดินเข้าไปยิงอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ มีความผิดอาญาฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกัน “เกินสมควรแก่เหตุ”

คำพิพากษาฎีกาที่ 1262/2553 ผู้ตายใช้มีดอีโต้ไล่ฟันจำเลยมาแล้ว ต่อมาผู้ตายขับรถกระบะกลับมาอีกครั้ง โดยเหน็บอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไว้ที่เอวด้านหน้าขึ้นบันไดไปหาจำเลยที่ชั้นบนและร้องท้าทายให้เอาอาวุธปืนมายิงกันให้ตายกันไปข้าง
การกระทำของผู้ตายที่พาอาวุธปืนมาท้าทาย หาใช่เป็นการข่มขู่จำเลยตามที่โจทก์ฎีกาไม่ แต่ฟังได้ว่าผู้ตายมีเจตนาเข้ามาใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายจำเลย จึงนับเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลย แม้ ย. และ ท. ซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน แต่ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามและได้ยินเสียงจำเลยร้องให้ช่วยก่อนเสียงปืนดังขึ้น อันแสดงว่าเมื่อผู้ตายขึ้นไปพบจำเลยแล้วมีการต่อสู้กัน จำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตราย

การที่จำเลยยิงปืน 2 นัด แต่ลูกกระสุนปืนถูกผู้ตายเพียงนัดเดียว เมื่อผู้ตายถูกยิงแล้วจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอีก จึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68
ดังนั้น รัฐมีอำนาจและเหตุผลในการควบคุมอาวุธปืนความเรียบร้อยและปลอดภัยของสังคม แต่การควบคุมต้องไม่นำมาปะปนกับหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
“ถ้ารัฐจะมีนโยบายดังกล่าวควรเข้มงวดกับการปราบปรามอาวุธเถื่อนและการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ และควรมีมาตรการตรวจค้นและจับผู้พกพาอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย เพื่อเป็นการควบคุมอาวุธปืนให้สังคมปลอดภัย โดยไม่ทำลายสิทธิของประชาชนในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง” ทนายนิติศักดิ์ ทิ้งท้าย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



