กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์” ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกันอีกครั้ง! หลังบิ๊กบอสจากค่าย “โตโยต้า” ออกมาส่งเสียงดังๆ ถึงผู้บริหารประเทศ เพื่อเรียกร้อง “แฟร์เพลย์” หรือความเท่าเทียมและการแข่งขันที่เป็นธรรม
ไม่เพียงแค่ยักษ์ใหญ่ อย่างโตโยต้า ที่อยู่คู่กับคนไทยมานานถึง 60 ปี เท่านั้น ที่ต้องการส่งสัญญาณถึงภาครัฐ แต่ยังมียักษ์ใหญ่อย่าง “ฮอนด้า” ที่ก็ “ไม่ได้ เห็นต่าง” จากคู่แข่ง และเรียกร้องหาความเท่าเทียมในการแข่งขันด้วยเช่นกัน
แม้บิ๊กบอสของโตโยต้า “ศุภกร รัตนวราหะ” ได้ออกมาระบุชัดเจนว่าการเรียกร้องหาความเป็นธรรมครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าโตโยต้าจะย้ายฐานออกจากประเทศไทย
สิ่งที่โตโยต้าเสนอ… คือ การให้รัฐบาลพิจารณาปรับเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อให้ความเท่าเทียมในการเเข่งขัน โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
ด้วยเพราะ…เวลานี้รถยนต์อีวีจากจีนที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเสียภาษีสรรพสามิตต่างจากรถยนต์ที่ผลิตในประเทศทำให้การเเข่งขันค่อนข้างยาก
ขณะเดียวกันยังต้องการให้เกิดการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศมากกว่า ผู้ที่ใช้ช่องโหว่ทางภาษีมาเป็นโอกาสในการนำเข้ารถยนต์มาจำหน่าย ส่งผลให้ ประเทศต้องสูญเสียภาษีที่ควรต้องจัดเก็บมาใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป
“ศุภกร” ระบายความในใจไว้ด้วยว่า ณ เวลานี้…ถึงเวลาคัดกรองคนที่จริงใจกับประเทศเราได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยไว้แบบนี้ และผู้บริโภคไม่ผิด แต่โครงสร้างมันผิดเพี้ยนและอยากให้รัฐช่วยดูแลเรื่องพวกนี้
การส่งสัญญาณของค่ายยักษ์รถยนต์ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ “สะกิด” ไปยังภาครัฐเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นการ
”เขย่าแรงๆ” ให้ภาครัฐกลับมาคิดให้ไว้
เพราะอย่าลืมว่า เพื่อนบ้านที่น่ากลัวอย่างอินโดนีเซีย ที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยประชากรที่มากเป็นอันดับ 4 ของโลก ที่มีมากถึง 278-285 ล้านคน ได้เสนอสิทธิประโยชน์ให้กับค่ายโตโยต้า แบบชนิดที่เรียกว่า ขอมาเถอะ จะประเคนให้หมดทุกอย่าง
ข้อเสนอเช่นนี้ ไม่ว่าใคร ไม่ว่าอุตสาหกรรมไหน ไม่สะกิดใจ ก็ไม่ใช่แล้ว หากตราบใดเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย การโอนอ่อน ย่อมมีให้เห็นแน่นอน
ที่ผ่านมาปฎิเสธไม่ได้ว่า การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ที่เปิดให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาทำตลาด โดยลดภาษีนำเข้าเหลือน้อยที่สุด หรือ ไม่มีภาษีเลยตามกรอบของการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ
แถมยังมีเงินอุดหนุนให้แบบจัดเต็มที่สร้างแรงกระแทกต่อรถยนต์สันดาปแบบหนักหนาสาหัส ไม่เพียงเท่านี้! ยอดขายที่ลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ที่สะเทือนมากกว่า… บรรดาซัพพลายเออร์และผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย มีการจ้างแรงงานไทยเป็นแสน ๆ ตำแหน่ง ต่างออกมาเรียกร้อง
เพราะ…ค่ายรถยนต์จีนหลายค่าย ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากอย่างที่คิด หลายค่ายนำเข้าชิ้นส่วนสำเร็จรูปเข้ามาประกอบ โดยใช้แรงงานของตัวเอง
กระบวนการเช่นนี้! แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ที่ปักหลักสร้างซัพพลายเชน ร่วมกับคนไทยมายาวนาน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผู้ที่มาก่อน ที่มาช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง จนครั้งหนึ่ง ไทยได้กลายเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอชีย”
แม้นโยบายของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทำให้คนไทยได้ประโยชน์จากราคารถยนต์ที่มีราคาถูกลง มีการประหยัดการใช้พลังงาน ทำให้ประเทศลดการใช้คาร์บอนลง ที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกระแสโลก
แต่การวางนโยบายของรัฐบาล ก็ถือเป็นบทเรียนราคาแพงไม่น้อย ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การวิ่งไล่ตามอนาคต” กับ “การรักษาฐานรากทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน”
ดังนั้น! คำตอบของรัฐบาลในการปรับทิศทางนโยบายหลังจากนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาคูเมืองทางเศรษฐกิจ และคงสถานะการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แท้จริงของภูมิภาคต่อไปได้หรือไม่!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



