ทั้งนี้ สำหรับ Midlife Crisis” หรือ “วิกฤติวัยกลางคน” นั้น กำลังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบกับ ประชากรที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หลังพบแนวโน้มมีปัญหาในคนกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่คนกลุ่มนี้เป็นช่วงวัยที่เดินทางมาถึงครึ่งทางชีวิตแล้ว แต่แทนที่จะรู้สึกมั่นคงในชีวิต หลายคนกลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า… กำลังใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร?” ซึ่งในมุมมองทางจิตวิทยาแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอารมณ์และความรู้สึกเท่านั้น… แต่อาจบ่งชี้ “สัญญาณเตือน”

ที่เป็นได้มากกว่าแค่สัญญาณความเครียด

แต่อาจรวมถึงเรื่องอารมณ์และจิตใจด้วย

เกี่ยวกับประเด็น “วิกฤติวัยกลางคน” ที่ในโลกโซเชียลเรียกเป็น มิดไลฟ์ ไครซิส (Midlife Crisis) นั้น กำลังเป็นกระแสที่ผู้คนกล่าวถึง ในฐานะเป็น “ภาพสะท้อน” ความจริงของ ประชากรวัยทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ภายนอกนั้นอาจดูมีหน้าที่การงานมั่นคง มีครอบครัว มีบทบาทในสังคม ทว่าภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า สับสน ว่างเปล่า จนทำให้หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่า… สิ่งที่ทำตามมาตลอดนั้น ยังคงใช่คำตอบชีวิตอยู่หรือไม่? ยิ่งสภาพสังคมไทยในวันนี้ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยากมากขึ้น กรณีนี้จึงทำให้ “มิดไลฟ์ ไครซิส” เป็นเรื่องที่ผู้คนจำนวนมากนั้นสนใจ…

เพราะกระทบสังคมไทยได้หลายมิติ

ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

สำหรับคำอธิบายที่อาจจะเป็นคำตอบให้กับเรื่องนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์ จะสะท้อนต่อนั้น มาจากบทความของ ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้วิเคราะห์ “วิกฤติวัยกลางคน” เผยแพร่ผ่าน เฟซบุ๊กยิ่งโตยิ่งสุข โดย พญ.ทานตะวัน ว่า… ภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะเปลี่ยนวิกฤตินี้ได้อย่างไร โดยอธิบายว่า… ภาวะวิกฤติวัยกลางคน หรือ มิดไลฟ์ ไครซิส (Midlife Crisis) คือสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และจิตใจที่มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40-60 ปี อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเร่งรีบ และแรงกดดันรอบตัว ภาวะนี้อาจสามารถเริ่มปรากฏได้ตั้งแต่อายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือวิกฤติวัยกลางคนนั้น…

มีแนวโน้มเกิดในคนอายุน้อยกว่า 40

ที่มีปัจจัยจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป

ส่วน “ต้นเหตุ” ของมิดไลฟ์ ไครซิส หรือวิกฤติวัยกลางคน ผศ.พญ.ทานตะวัน ชี้ว่า… ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของทั้งร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อบวกกับจิตใจที่สะสมความเหนื่อยล้า และบทบาททางสังคมที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยเมื่อทุกอย่างบีบเข้าหากัน คนวัยกลางคนจึงเริ่มตั้งคำถามกับเป้าหมาย คุณค่า และความหมายของชีวิตมากขึ้น เช่น บางคนรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง หรือบางคนมองว่า…ชีวิตยังไม่สำเร็จอย่างที่หวัง จนเกิดความวิตกกังวล มีความเศร้าดิ่ง หรืออยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นได้…นี่เป็นอันตรายของวิกฤตินี้ที่คุณหมอได้มีการย้ำเตือนไว้

นอกจากนั้น หากมองผ่าน ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ของ Erik Erikson นักจิตวิทยาชื่อดัง ที่ชี้ว่า… สำหรับคนในช่วงอายุ 40-65 ปีนั้น ถือเป็นระยะสำคัญที่มนุษย์ต้องเผชิญทางแยกระหว่าง Generativity” หรือการสร้างสรรค์และเอื้อเฟื้อต่อคนรุ่นต่อไปหรือ “Stagnation” ที่เป็นการหยุดนิ่งและหมกมุ่นกับตนเอง ทั้งนี้ หัวใจคนช่วงวัยกลางคน หรือคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปจึงไม่ใช่เพียงการประคองชีวิตให้เดินต่อไป แต่คือการขยับจากการมองแค่ตัวเอง ไปสู่การสร้างคุณค่าให้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน หรือสังคม เพราะเมื่อคนวัยกลางคนยังเห็นคุณค่าของการเป็นผู้ให้ ชีวิตก็จะยังมีพลังและความหมาย…

การสร้างคุณค่าในวัยกลางคนเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งการเลี้ยงดูลูกหลาน การเป็นที่ปรึกษาให้คนรุ่นใหม่ การถ่ายทอดประสบการณ์ในที่ทำงาน การสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ หรือการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนวัยกลางคนรู้สึกว่าตนเองยังมีบทบาท ยังมีความหมาย และยังส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นได้” …เป็นการปรับแก้วิกฤตินี้

เพื่อ เปลี่ยนวิกฤติ” ให้กลาย “เป็นโอกาส”

จากภาวะ “มิดไลฟ์ ไครซิส”วิกฤติกลางคน

ผศ.พญ.ทานตะวัน ยังแนะ “วิธีแก้ไขมิดไลฟ์ ไครซิส” ในแหล่งข้อมูลเดิมไว้ว่า… ทางออกของวิกฤตินี้อาจเริ่มจาก “การปรับมุมมอง” โดยไม่มองวิกฤตินี้เป็นความล้มเหลว หรือจุดจบของชีวิต แต่ให้มองเป็นโอกาสการหยุดทบทวนว่า… ชีวิตที่กำลังเดินอยู่ยังสอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงของตนเองหรือไม่ จากนั้นจึงจัดวางเป้าหมายใหม่ให้เหมาะกับความเป็นจริงในชีวิตปัจจุบัน ขณะที่ปัจจัยเรื่องของ “ร่างกายและจิตใจ” ก็เป็นหัวใจในการก้าวข้ามจากวิกฤติวัยกลางคนได้ ผ่าน “หลัก 5 .” ได้แก่…

อาหาร เลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์, ออกกำลังกาย ให้สม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือหมั่นขยับร่างกายระหว่างวัน, อุจจาระ ดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ, อารมณ์ ด้วยการฝึกสติ จัดการความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ สุดท้ายคือ อากาศ โดยพาตัวเองออกไปสัมผัสธรรมชาติ หรือพื้นที่ที่ช่วยให้ใจได้พัก ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้ แม้จะเป็นการดูแลพื้นฐานที่ดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้จิตใจของคนวัยกลางคนกลับมาแข็งแรง

ขณะเดียวกัน ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า… “การตั้งเป้าหมายใหม่ที่เหมาะสมกับวัย” และคุณค่าของตนเองก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะหลาย ๆ ครั้งความทุกข์ไม่ได้เกิดจากชีวิตล้มเหลว แต่เกิดจากความคาดหวังที่สูงเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ “การฟื้นฟูความสัมพันธ์” ทั้งกับตัวเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้าง ก็ช่วยให้จิตใจมีที่ยึดเหนี่ยวมากขึ้น โดยช่วยให้ตัวเรารับฟังตนเองอย่างไม่ตัดสิน และมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจ จนทำให้จิตใจกลับมามั่นคงมากขึ้น…

อย่างไรก็ตาม แต่หากความเครียด ความวิตกกังวล หรือความเศร้ารบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ผศ.พญ.ทานตะวัน แนะนำว่า… การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิต อาทิ จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาคลินิก กรณีนี้ถือเป็นทางเลือกที่สำคัญ เพราะการได้รับความช่วยเหลืออย่างถูกวิธี จะช่วยให้มองปัญหาชัดขึ้น และค่อย ๆ หาทางออกได้อย่างเหมาะสม โดยคุณหมอคนเดิมย้ำว่า… นอกจากตัวบุคคลที่เกิดวิกฤติวัยกลางคนแล้ว สังคมและคนรอบข้างก็จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจภาวะนี้ด้วย โดย ไม่ควรมองภาวะมิดไลฟ์ ไครซิส เป็นความล้มเหลวของชีวิต แต่ให้มองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

มิดไลฟ์ ไครซิส ไม่ใช่การประกาศว่าชีวิตมาถึงทางตัน แต่เป็นเสียงเตือนเบา ๆ ให้คนวัยกลางคนหยุดฟังหัวใจตัวเองมากขึ้น เพื่อทบทวนสิ่งที่กำลังแบกอยู่ และเดินต่อด้วยเป้าหมายที่สอดคล้องกับชีวิตจริง เพราะวิกฤตินี้ไม่ใช่จุดจบชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นการกลับมาใช้ชีวิตครึ่งหลังอย่างรู้ตัว มีความหมาย อ่อนโยนกับตัวเองมากกว่าเดิม”

นี่เป็นคำแนะนำเพื่อหลุดพ้น “มิดไลฟ์ ไครซิส”

ที่ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับ “เดอะแบกตัวจริง”

คนที่ไม่เคยเจอ คงไม่รู้คนเป็นทุกข์แค่ไหน.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์