นายอังศุเกติ์  วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์  ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม” ถึงสถิติการสวมสิทธิว่า  “กลุ่มจีนเทา”มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น  สังเกตได้จากการขยายตัวเป็นวงกว้าง  ประกอบกับคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้ง คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์  สแกมเมอร์  พนันออนไลน์ การค้ามนุษย์  คดียาเสพติด  

“เราพบว่าผู้ต้องหาจีนเทาหลายรายในคดีของดีเอสไอ ก็เป็นผู้ต้องหาในคดีของหน่วยงานภาคี  ส่วนใหญ่จีนเทาเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการสวมสิทธิไปถึงการเปิดบริษัทนิติบุคคล  ฟอกเงิน  เปิดบัญชีธนาคาร  ขอสินเชื่อ หลบหนีหมายจับต่างประเทศ และเปลี่ยนสัญชาติใหม่ด้วย”

พร้อมยกตัวอย่าง คดีที่เกิดขึ้นช่วงเดือนมิ.ย.2569  ดีเอสไอร่วมทีมปราบปรามขบวนการทุจริตออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ในพื้นที่ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย  สามารถจับกุมได้ทั้งอดีตปลัดอำเภอ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน  และคนสวมสิทธิ  ขยายผลที่พักพบของกลาง  เป็นเอกสารจัดทำทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน  เอกสารคำขอลงรายการสัญชาติไทย หนังสือรับรองการเกิด ไปจนถึงคำขอทำบัตรประจำตัวประชาชน อายุเกิน 15 ปี ที่ดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างรอจำนวนมาก

นับ‘พันคน’โยงใยต่อคดี

ข้อมูลที่นำมาสู่ปฏิบัติการมาจากศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 ดีเอสไอ ที่มีเบาะแสพบขบวนการนำต่างด้าวสวมตัวทำบัตรในกลุ่มนักเรียน โดยใช้เลขประจำตัวรหัส G  ซึ่งเป็นเลขประจำตัวทางการศึกษาของนักเรียนที่เคยได้รับเมื่อสมัครเรียน    เป็นการใช้รหัส G ของบุคคลอื่นมาสวม เพื่อรับสิทธิในฐานะผู้ไม่มีสถานะฯ เช่น สิทธิการรักษา  สิทธิประกอบอาชีพ และเป็นช่องทางก่ออาชญากรรมลักษณะทุนเทาได้ในอนาคต

สำหรับขบวนการสวมสิทธิ  หรือขบวนการพ่อจีน แม่จีน ลูกไทย  มีการแบ่งหน้าที่กันหลายคน และการกระทำผิดมีหลายรูปแบบ หลายระดับ อาทิ  กลุ่มช่วยให้ผู้ไม่มีสถานะฯได้มีชื่อ-สกุล  กลุ่มคนที่ช่วยให้มีเอกสารหลักฐานอย่างใบสูติบัตร  ทะเบียนสมรส  หรือเพื่อการแจ้งเกิดเท็จ ใช้เอกสารปลอม สวมตัวบุคคลที่เสียชีวิต  ใช้พยานบุคคลรับรองเท็จ อาศัยเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำผิด  การว่าจ้างมีตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้าน กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ  ทั้งตามอำเภอและจังหวัด  ใน 1 คดี มีกลุ่มคนเกี่ยวข้องหลักพันคนทั้งพลเรือน เจ้าหน้าที่รัฐ และต่างชาติที่สวมตัวตน

ทำเลทอง – ก.ม.หย่อน ดึงอาชญากรรมข้ามแดน

สาเหตุที่ประเทศไทยเป็นเหมือน“ชิ้นปลามัน”ที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติถวิลหามาปักหลักสร้างถิ่นฐาน  ชี้ว่ามาจากสภาพการคมนาคม และภูมิรัฐศาสตร์เอื้ออำนวย มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศ  ในทางเกษตรกรรม ยังเรียกว่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์  ค่าครองชีพเหมาะสมจับต้องได้  มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม  ช่วงแรกอาชญากรแฝงตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นค่อยหาวิธีเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ยอมรับถึงช่องโหว่กฎหมายและปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้  จนคนเหล่านี้มองหา“ตัวเชื่อม”ที่พร้อมรับประโยชน์ หากปล่อยให้ขบวนการเข้ามากระทำความผิด

ลด‘ดีกรี’สถานการณ์ได้  ต้องเสียเงินฟรี-คอตกเข้าเรือนจำ

ในช่วงสถานการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้น  มองว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันทำงานในเรื่องข้อมูลและปราบปรามเต็มที่  ผลลัพธ์อีก 5-10 ปี จะลดลง   เนื่องจากคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการจะเกรงกลัวอัตราโทษและกฎหมายที่เด็ดขาด ซึ่งช่วยอุดช่องโหว่ได้

พร้อมยกตัวอย่าง กรณีคนไทยไปร่วมก็ต้องรับโทษ“จำคุกในเรือนจำ” เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือต้องถูกสั่ง“ให้ออกจากราชการ”  มีการลงโทษทางวินัยร้ายแรง  มีการยึดอายัดทรัพย์จากการกระทำความผิด  ขณะที่ต่างชาติผู้ว่าจ้างหรือได้ประโยชน์จากการสวมสิทธิก็จะต้องถูกดำเนินคดีในไทย  เพิกถอนสถานะ  ผลักดันออกนอกประเทศพร้อมขึ้นบัญชีดำ

“เป็นภาพรวมที่ทำให้เห็นได้ว่า ถ้าคุณเป็นคนว่าจ้าง  คุณจะเสียเงินจ้างฟรี  และถ้าคุณเป็นคนรับจ้าง  เงินที่ได้จากการว่าจ้าง ก็ไม่คุ้มกับการต้องเข้าเรือนจำ”

ธุรกิจกอบโกยเฉพาะกลุ่ม ไทยแค่หมุดหมาย  

นายอังศุเกติ์  วิเคราะห์จังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ  ที่เป็นที่นิยมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในการเข้ามาปักหลักอาศัย  และกว้านซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์  มักเป็นเมืองเศรษฐกิจ มีความเป็นเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ  ภูเก็ต พัทยา  สุราษฎร์ธานี (เกาะพะงันและสมุย)  เชียงใหม่ เป็นต้น  โดยเป็นการเข้ามาทำธุรกิจสร้างมูลค่าให้กลุ่มตัวเอง อย่างการซื้อที่ดินทำรีสอร์ท โรงแรม  วิลล่า  รถเช่า  ซึ่งทำแพ็คเกจราคาเฉพาะกุล่ม   เงินที่ได้ไม่หมุนเวียนในประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวตกลงจ่ายที่ประเทศต้นทาง หรือนายหน้า/เอเจนซี  แค่เดินทางเข้ามาพักที่ประเทศไทย

“นี่จึงเป็นการที่คนไทยเสียสิทธิที่ดินทำกิน  และยังสูญเสียเรื่องธุรกิจที่คนต่างด้าวลักลอบทำ  โดยคนไทยกลายเป็นลูกน้อง”

พร้อมทิ้งท้ายผลพวงหลายมิติที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากขบวนการเหล่านี้ ตั้งแต่มิติความมั่นคง เพราะผู้กระทำผิดอาจใช้บัตรประจำตัวประชาชนไทย เพื่อหลบหนีคดีระหว่างประเทศ  หลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่

มิติเศรษฐกิจ อาจมีการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ การใช้นิติบุคคลหรือนอมินี และความเสี่ยงฟอกเงิน , มิติกฎหมายและการบังคับใช้  กลายเป็นช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร์  และสุดท้ายมิติผลกระทบต่อประชาชน อาจขาดความเชื่อมั่นต่อระบบทะเบียนและการปกป้องสิทธิของคนไทยด้วย.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน