ไม่แปลกใจทำไม “ไอติม–ไอลอว์” ถึงชอบขึ้นเวทีดีเบตฝ่ายเดียว เวลาพูดถึงข้อกล่าวหา เรื่อง “ฮั้ว สว.” หลังได้ฟังรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เปิดพื้นที่ให้ “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” หรือ “ไอติม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับ “นายนภินทร ศรีสรรพางค์” รมต.ประจำสำนักนายกฯ มาชี้แจง เหตุผลไม่มาตอบกระทู้ เรื่องฮั้ว สว. โดยหลายคนในโลกออนไลน์ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า “ไอติมแพ้น็อก”
ทั้ง ๆ ที่ใครก็รู้ “พิธีกร” กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เป็นแฟนคลับ พรรคส้ม ดังนั้นเรื่องความเป็นกลาง และการตั้งคำถาม จึงไม่ต้องห่วง “ไอติม” จะเสียเปรียบ แต่เมื่อถูกฝ่ายแก้ข้อกล่าวหา ถามหาหลักฐาน คำตอบที่ได้จากแกนนำพรรคประชาชน กลับพูดได้แต่เพียง มีคนบอกมา ผมตั้งข้อสังเกต ผมไม่ได้กล่าวหา และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”
ยิ่งนำหลักฐาน จากผลสอบสวนคดีฮั้ว สว. มาเปิดด้านเดียว อาศัยข้อมูลของฝั่งบรรดา สว.สำรอง โดยไม่มีการกลั่นกรอง โอกาสที่จะถูกโต้กลับ ก็ย่อมมีสูง เพราะคนที่พลาดหวังจากกระบวนการเลือก สว. คงหวังว่า ถ้า สว.ชุดปัจจุบันมีอันเป็นไป มีลุ้นจะได้ขยับมาแทน ส่วนข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ที่ใครก็ไม่ควรนำมาเปิดเผย เนื้อหาการพูดคุยจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจบจากออกรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” “นายนภินทร” จะมาเปิดแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง พร้อมทั้ง บอกโทรศัพท์มือถือ ผ่านสื่อ หาก “นายพริษฐ์” และ “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ จะโทรศัพท์มาสอบถามถึงข้อสงสัยต่าง ๆ ก็พร้อมชี้แจง แต่กลับไม่มีสัญญาณตอบรับ
สำหรับ “ไอติม” คงพอเข้าใจได้ หลังถูกฉีกหน้า กลางรายการดัง คงไม่อยาก หมดความน่าเชื่อถือ ซ้ำสอง เลยเก็บเนื้อเก็บตัวดีกว่า แต่ “นายยิ่งชีพ” เวลาออกรายการกับสื่อบางค่าย แสดงอาการมั่นอกมั่นใจ แต่เวลาบุคคลที่คุณไปกล่าวหา เปิดโอกาส ให้มาซักถาม ถึงประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ กลับไม่กล้าเผชิญหน้า ไหนบอกมีหลักฐานเป็นหมื่น ๆ หน้า ต้องถามคุณหนีทำไม
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างชี้แจงกับสื่อ เชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน มีหลักฐานที่สามารถนำมาใช้ชี้แจง ข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีกระแสกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน จึงตั้งคำถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการส่งฟ้องที่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะมีการเปิดหลักฐาน เพียงไฟล์เดียว
ซึ่งอาจส่ง ผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง ขณะที่หลักฐานที่ใช้ต่อสู้ และเป็นคุณต่อผู้ถูกร้อง กลับไม่ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งการที่ กกต.ดำเนินการพิจารณาคดีมากกว่า 400 คดีอย่างละเอียด เป็นรายบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้อง แต่การกดดันให้ส่งฟ้อง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงด้านเดียวและ กดดันการทำงาน ของ กกต.นั้น หากมองในทางการเมือง ถือว่าเป็นการทำงานการเมืองที่สกปรก
ถ้า “นายพริษฐ์” และ “นายยิ่งชีพ” ไม่เคลียร์ประเด็นนี้ จะส่งผลกระทบ กับความเคลื่อนไหว จริง “ผู้อำนวยการไอลอว์” อย่ามาอ้าง เป็นภาคประชาชน บอกเป็น เครือข่ายพรรคส้ม ซะก็หมดเรื่อง เวลาพูดจาอะไรจะได้มีน้ำหนัก เพราะจุดยืนก็เป็นเนื้อเดียวกับ “พรรคประชาชน” ทั้งเรื่องการแก้มาตรา 112 กฎหมายนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้ง “พรรคส้ม” และ “ไอลอว์” หวังกดดันให้ กกต. ส่งสำนวน “ฮั้ว สว.” ไปให้ศาลฎีกา ทั้ง 229 คน ต้องการให้ “ศาลฎีกา” สั่งให้ฝ่ายบริหาร และ สว. ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อทำให้เสียงรัฐสภาหายไป
พอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “พรรคส้ม” เข้าสู่กระบวนการ รัฐสภา จะได้มีลุ้นไปถึงวาระที่ 3 เพราะถ้าหาก สว. ยังอยู่ครบ “พรรคภูมิใจไทย” ไม่มีปัญหาเรื่อง สส. ร่างแก้ไขกฎหมายปกครองประเทศของพรรคส้ม ไม่มีทางได้ไปต่อแน่ ๆ
แต่ “ไอติม” ต้องระวังเรื่องการนำ ข้อมูลมานำเสนอ ต้องกลั่นกรองให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจถูกมอง หวัง พึ่งแค่ “เอไอ” จะกลายเป็น หน้าแตกซ้ำซาก.
“เขื่อนขันธ์”



