คดีโกง สว. (ฮั้ว สว.) ใกล้เข้ามาทุกที! โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสรุปสำนวนเป็นรายบุคคล ว่าจะส่งฟ้องใครบ้างหรือไม่ อย่างไร ไปยังศาลฎีกา จากจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน

แบ่งออกเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้สมัคร สว. และเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยจำนวน 91 คน เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี-รมว.มหาดไทย และรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันรวม 10 คน บางคนเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ตกอยู่ในสถานะ “ผู้ถูกกล่าวหา”

คดีฮั้ว สว. จึงเดิมพันสูงมากด้วย “เก้าอี้นายกรัฐมนตรี” ยาวไปถึงการถูก “ยุบพรรค” การตัดสิทธิทางการเมือง งานนี้จึงต้องจับดูว่า กกต.เสียงข้างมากจะ “เกาหลัง” ให้ 138 สว. และผู้มีพระคุณ ด้วยมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ส่งฟ้องไปยังศาลฎีกา ตามที่ “พยัคฆ์น้อย” เคยคาดการณ์ไว้หรือไม่? แต่อาจจะส่งฟ้องพอเป็นพิธี! เพียงไม่กี่คน ประเภทปลาซิว ปลาสร้อย หรือเปล่า? ต้องคอยดูกัน!

ก่อนหน้านี้ กกต.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง กล้าลุยไฟ เสี่ยงคุก! ไม่รับข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงินของขบวนการฮั้ว สว. ที่ “ดีเอสไอ” ชงมาให้ ทั้งที่หัวหน้าคณะสอบสวนสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ทำหนังสือแจ้งให้ กกต. ควรรับข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงินไว้พิจารณา แต่เมื่อ กกต.ส่วนใหญ่รีบปฏิเสธ จึงมี สว.สำรอง ไปร้องฟัน! กกต.ไว้ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี เนื่องจากกกต.มีอำนาจเรียกพยานหลักฐานจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ และดีเอสไอจะส่งเส้นทางการเงินให้ แต่ กกต.ไม่รับ เข้าข่ายผิดมาตรา 32 และศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 5 ต.ค. 69

เมื่อสองวันก่อน นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้ความเห็นไว้ในเพจว่า การดำเนินการของ กกต. ในปัจจุบัน อยู่ในขั้นหลังประกาศผลการเลือก สว. มา 2 ปีเศษ ต้องใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” เลยขั้นตอนที่จะใช้หลัก “มีเหตุอันควรสงสัย” ไปแล้วครับ

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 (และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 62) เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว กกต. จะไม่มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครเหมือนกับก่อนประกาศผลอีกต่อไป บทบาทของ กกต. จะเปลี่ยนเป็น “ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา”

กรณีที่ กกต. ต้องส่งศาล : ต้องเป็นกรณีที่การไต่สวนเสร็จสิ้นและประกาศผลแล้ว ต่อมาฟังได้ว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตในการเลือก หรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

เมื่อพยานหลักฐานถึงระดับนี้ ดุลพินิจของ กกต. จะหมดไปทันที และกลายเป็น “หน้าที่บังคับ” ที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

การส่งเรื่องต่อศาล ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครมีความผิดทันที บทบาทชี้ขาดขั้นสุดท้ายว่าจะเพิกถอนสิทธิ (ใบแดง/ใบดำ) หรือไม่ เป็นอำนาจเด็ดขาดของศาลฎีกาในการพิจารณาพิพากษา ไม่ใช่ กกต.

การที่ กกต. ตั้งเงื่อนไขว่าจะส่งศาลฎีกาได้ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ความผิดจนมัดแน่นระดับคดีอาญาเสียก่อน ทั้งที่มีพยานหลักฐานจากทั้ง “ดีเอสไอ-ไอลอว์” และสถิติบัตรลงคะแนนรวบรวมไว้พร้อมแล้ว จึงเท่ากับเป็นการสลับขั้นตอน และเปลี่ยนบทบาทของ กกต. จากผู้กลั่นกรองคำร้อง ให้กลายเป็น  “ศาลชั้นต้น” ที่วางบรรทัดฐานตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเสียเอง ทั้งที่ กกต. ไม่ใช่ศาล และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

กกต. ไม่ใช่ศาล จึงไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งเรื่องเพียงเพราะความสงสัย แต่เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ทั้งพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลือง รถตู้บุรีรัมย์ และสถิติบอร์ดคะแนน

กกต. มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ “ต้องส่ง” ให้ศาลฎีกา เป็นผู้อยู่ในจุดชี้ขาดขั้นสุดท้าย!!.

พยัคฆ์น้อย

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่