คำให้สัมภาษณ์ของ “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ดูเหมือนไม่ได้ผูกมัด เรื่องไม่ปรับ ครม. บอกขึ้นอยู่กับสถานการณ์ คงจะรู้ว่าหากมีความจำเป็น ก็ต้องปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลไก แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ใครก็ทราบช่วงจัดตั้งรัฐบาล “นายกฯ อนุทิน” ทั้ง 1 และ 2 ให้อิสระกับการทำงาน 3 คนนอก ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ โดยไม่ตั้งรมช. ให้มาร่วมทำงานด้วย เพื่อให้ทุกคนมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาความขัดแย้ง

เพราะในอดีตที่ผ่านมา เวลาคนนอก และ นักการเมือง ร่วมกันบริหารในกระทรวง และหน่วยงานต่าง ๆ บางครั้งมี ปัญหาความขัดแย้ง ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจบารมี กดดัน รมต.คนนอก ทั้งเรื่อง การจัดสรรงบประมาณ และการผลักดันโครงการต่าง ๆ เมื่อถึงยุค “นายอนุทิน” เป็นนายกฯ เลยเปิดโอกาสให้ 3 รมต.คนนอก ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการแย่งงาน ขัดแข้งขัดขากันเอง
ยิ่งดูโปรไฟล์ของแต่ละท่าน ไล่ตั้งแต่ “นายเอกนิติ” และ “นายสีหศักดิ์” ก็สร้างชื่อเสียงในระหว่างการทำงานในภาครัฐ มีทั้งผลงานและความซื่อสัตย์สุจริต บุคคลทั้งสองคน ไม่มีเรื่องด่างพร้อย ได้รับเสียงชื่นชม จากคนที่ติดตามผลงาน “นายเอกนิติ”ทำงานอยู่ใน กระทรวงการคลัง มา ผ่านการดูแลหน่วยงานสำคัญ ส่วน “นายสีหศักดิ์” เป็น นักการทูต ระดับแนวหน้าของไทย ที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งในเวทีระดับประเทศและระดับสากล

เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และ ผลงานในระดับสากล สร้างประวัติศาสตร์ในสหประชาชาติ ได้รับการยอมรับอย่างสูงจนได้รับเลือกให้เป็น “ชาวเอเชียคนแรก” ที่ดำรงตำแหน่ง ประธานยูเอ็นเอชซีอาร์ ในวาระปี พ.ศ. 2553–2554 ซึ่งในระหว่าง การหาเสียงเลือกตั้ง “นายสีหศักดิ์” ยังได้รับการผลักดันเป็น แดนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย (ภท. )
ต้องยอมรับตั้งแต่รัฐบาล “อนุทิน 1” ต่อเนื่องมาจนถึง “อนุทิน 2” รมต.คนนอกทั้งสามคน นายเอกนิติ นางศุภจี และนายสีหศักดิ์ ต่างโชว์ผลงานอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และต่างประเทศ แต่ก็เริ่มมีปัญหาให้เห็น เพราะบางคนประสบปัญหางานล้นมือ บางคนมีปัญหาการสื่อสาร โดยเฉพาะ “นายเอกนิติ” ที่ต้องแบกรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้ง ระดับมหภาค และ จุลภาค

การผลักดันโครงการช่วยเหลือประชาชน ทั้งคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส การบริหารจัดการเรื่อง “พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท” หรือการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ “เอกนิติ” ได้รับมอบหมายไปศึกษา ก็ช่วยตัดจบไม่ให้รัฐบาลมีปัญหา เพราะที่ผ่านมาเจอกระแสต้าน มากกว่าสนับสนุน
โดยผลการศึกษาพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ มีความน่าจะเป็นในการดำเนินโครงการในระดับต่ำเนื่องจากเสี่ยงต่อภาระงบประมาณและ มีความเสี่ยงรอบด้าน คณะกรรมการจึงมีมติเห็นควร ให้รวบรวมรายงาน เสนอนายกฯ และ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบการยุติโครงการในรูปแบบเดิม พร้อมยืนยันว่าปัจจุบัน ยังไม่มีความเสียหาย จากการลงทุนที่ดิน หรือการก่อสร้างเนื่อง จากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ
ขณะที่ผ่านมามีข่าว “รองนายกฯ และ รมว.คลัง” ต้องการได้ “รมช.คลัง” มาช่วย เนื่องจากที่ผ่านมามีภารกิจหลายอย่าง รวมทั้งงานประจำ ที่ต้องแบกรับภาระไว้ เลยไม่มีเวลาคิดแนวทาง การบริหารงาน รูปแบบใหม่ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืนได้ แม้จะมี ทีมงานมืออาชีพ เข้ามาช่วยงานเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ศักดิ์ศรีของผู้ช่วย ก็ต่างจากการมีสถานะเป็น รมต. คงต้องรอดูว่า ปัญหาเหล่านี้น่าจะได้รับการแก้ไขจากหัวหน้ารัฐบาลหรือไม่
บางทีการปรับ องคาพยพของรัฐบาล เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ก็ถือว่ามีความจำเป็น ต้องเร่งเปลี่ยนแปลง
โดยเร็ว.
“เขื่อนขันธ์”



