จากปรากฏการณ์นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนพลิกแฟ้มย้อนดู “มุมจิตวิทยา” ของการ “ขออภัย-ขอโทษ” ที่แม้เป็นสิ่งดีเมื่อผู้ทำผิดรู้สึกผิดจริงและต้องการรับผิดชอบ แต่ในหลายครั้ง การขอโทษกลับทำให้ปัญหาลุกลามรุนแรงขึ้น จนคล้ายเป็นการเติมน้ำมันลงกองไฟ!!…
ที่กรณีนี้อาจมีหลายคนคาใจและสงสัย
ทำไมบางคนขอโทษแล้วทำให้เรื่องสงบ
บางคนทำแล้วไม่จบ แถมโหมไฟแรงขึ้น
สำหรับปุจฉา “ดราม่าขอโทษ” เรื่องนี้มีนักจิตวิทยาให้ความสนใจติดตาม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึง “ปัจจัยสำคัญ” ที่จะทำให้การ “ขออภัย” หรือ “ขอโทษมีประสิทธิภาพ” โดยไม่ยิ่งทำให้เรื่องราว เหตุการณ์ หรือสถานการณ์บานปลายไปมากขึ้น โดยแง่มุมทางวิชาการและหลักจิตวิทยาที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อเป็นชุดข้อมูลเผยแพร่ไว้ทาง เว็บไซต์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ณัฐนันท์ มั่นคง นักจิตวิทยา ที่ได้วิเคราะห์และสะท้อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ผ่านบทความที่มีชื่อว่า… “การขอโทษที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งมีประเด็นและคำอธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ ดังนี้…

บทวิเคราะห์นี้ชี้ว่า… “พฤติกรรม” การ “ขออภัย–ขอโทษ” มีศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า… “Apology” โดยเป็น หนึ่งในวิธีซ่อมแซมความสัมพันธ์ ที่ทุก ๆ คนมักจะใช้กันเมื่อบังเอิญไปละเมิด หรือกระทำผิดต่อผู้อื่น จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่พอใจ หรือทำให้อีกฝ่ายเสียหาย จะโดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ทั้งนี้ สำหรับ “หลักสำคัญในการขอโทษ” นั้น ผู้จัดทำบทความดังกล่าวได้อ้างถึง ทฤษฎีของ Risen and Gilovich ที่นำเสนอ บทบาททางสังคมของการขอโทษ ไว้ว่า… การขอโทษที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ… 1.แสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ว่าได้ละเมิด เพื่อยืนยันความชอบธรรมหรือการมีอยู่จริงของกฎที่ได้ละเมิดนั้น และ 2.กู้คืนเกียรติผู้ถูกกระทำ เพื่อแสดงเจตนาว่าผู้ละเมิดยังต้องการประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไป
นี่เป็น “หัวใจ” ของการ “ขอโทษ–ขออภัย”
พร้อมกับขยายความตามหลักการนี้ว่า… การขอโทษที่จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องมีกระบวนการคิดของผู้กล่าวคำขอโทษ อย่างไรก็ตาม แต่ก็มี “ปัจจัยขัดขวาง” ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ “ไม่เกิดการขอโทษอย่างแท้จริง” หรือเป็น “การขอโทษที่ไม่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งประเด็นนี้ก็มีทฤษฎีของ Karina Schumann ที่ได้มีการนำเสนอไว้ 3 ปัจจัยสำคัญ ดังต่อไปนี้คือ…
ปัจจัยแรก Low Concern for the Victim or Relationship ที่ผู้ขอโทษตื่นตระหนกและกลัวความผิดที่ตามมา และมีแนวโน้มที่จะมีความคิดเอาตนเองเป็นที่ตั้ง จึงแสดงออกผ่านการสื่อสารแบบปกป้องตัวเองระบุความผิดไปที่สิ่งแวดล้อม โดยที่หนักสุดคือ กล่าวโทษเหยื่อจนไม่เกิดคำขอโทษจากใจจริง
ปัจจัยที่สอง Perceived Threat to Self-Image เป็นพฤติกรรมที่ ไม่ยอมรับความผิดที่ตัวเองทำ เพราะบางกรณีในรายที่เป็นคนมีชื่อเสียง การขอโทษอาจไปกระทบภาพลักษณ์ทางสังคม จึงหลบเลี่ยงและปฏิเสธความผิด เพราะกลัวว่าการขอโทษจะทำให้สูญเสียอำนาจ เสียเกียรติ เสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับ
และปัจจัยที่สาม Perceived Apology Ineffectiveness ที่แสดงออกผ่านการมองโลกในแง่ร้ายเกินจริง ด้วยเหตุที่ว่าทุกการขอโทษมีความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ ทำให้ผู้ทำผิด ประเมินผลดีของการขอโทษต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือไม่เชื่อว่าการขอโทษจะซ่อมแซมความสัมพันธ์ได้ จึงขาดแรงจูงใจที่จะพยายามขอโทษให้เหมาะสม …
เหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางการขอโทษ
จนทำให้ “การขอโทษไม่มีประสิทธิภาพ”
นอกจากนั้น ทาง ณัฐนันท์ ผู้จัดทำบทความ “การขอโทษที่มีประสิทธิภาพ” ยังได้ชี้ไว้ว่า… ในทางจิตวิทยา “คำขอโทษเปล่า ๆ” จะมีผลแค่ช่วยระงับอารมณ์โกรธของผู้เสียหายเท่านั้น ดังนั้นจึง เหมาะแค่กับอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ความเสียหายไม่เยอะ แต่หากเป็นการทำผิดที่ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือเป็นการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดมาก ๆ การขอโทษที่มีประสิทธิภาพต้องมาจากกระบวนการที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับคำขอโทษรับรู้ถึง “ความจริงใจ” เพื่อที่จะนำไปสู่การให้อภัย …ซึ่งจะทำเช่นไรถึงจะ ทำให้การขอโทษนั้นเกิดประสิทธิภาพ กับแนวทางนั้นอาจทำได้ผ่าน 6 องค์ประกอบสำคัญ
กล่าวคือ… แสดงความรู้สึกผิดและเสียใจ เพื่อลดอารมณ์โกรธ และเพื่อทำให้สื่อสารต่อไปได้ราบรื่นขึ้น, อธิบายสาเหตุการทำผิดเพื่อให้ผู้ถูกละเมิดตัดสินใจให้อภัย, สรุปการสำนึกผิดผ่านคำขอโทษ เพื่อชี้แจงว่าพฤติกรรมใดที่ทำให้เกิดความเสียหาย และแสดงความรับผิดชอบ, แสดงถึงความพยายามเพื่อประกันว่าจะไม่ให้ความผิดพลาดเดิมเกิดซ้ำ ขึ้นอีก, ส่งสัญญาณถึงความพยายามเพื่อกู้คืนสถานการณ์ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และ สื่อข้อความเพื่อขอร้องให้ผู้เสียหายให้อภัย …เหล่านี้เป็น 6 องค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยให้ “การขอโทษมีพลัง” เกิดขึ้นได้จริง ๆ…
ในบทความดังกล่าว ทาง ณัฐนันท์ มั่นคง นักจิตวิทยา ได้สะท้อนไว้ด้วยว่า… “การขอโทษที่ดี” ผู้ละเมิดต้องใช้เวลา “ทำความเข้าใจตนเองและสถานการณ์ที่ทำผิด” ก่อนจะเรียบเรียงความคิดของตนเองในการแก้ไขปัญหา แล้วทำให้ทั้งหมดเป็นการสื่อสาร ซึ่งอาจไม่ใช่กระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที และก็มิใช่ว่า “การขอโทษที่ดีและเหมาะสม” จะเกิดขึ้นกับทุกคน ทำให้บางคนเลือกที่จะยอมตัดความสัมพันธ์ เพราะอาจจะง่ายกว่าการ “พิจารณายอมรับความผิดของตัวเอง” ด้วย
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า… ในธรรมชาติของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพียงพอที่จะก้าวเข้าสู่กระบวนการขอโทษที่สมบูรณ์แบบได้ แต่หลายคนเลือกที่จะหลบหนี ตัดความสัมพันธ์ บล็อกการติดต่อ หรือเลือกที่จะเงียบหายไป เพราะการกระทำเหล่านั้นง่ายกว่าการต้องเผชิญหน้ากับความจริง หรือยอมรับความล้มเหลวของตนเอง ดังนั้นสังคมจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่จิตสำนึก มโนธรรม หรือคำขอโทษของปัจเจกบุคคลได้ สังคมจึงจำเป็นต้องมี “กฎหมาย–กฎกติกา” ที่เป็นธรรม ไว้เป็นกลไกในการบังคับใช้และเป็นเครื่องมือเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย เพื่อให้เกิดบรรทัดฐาน-มาตรฐานที่เท่าเทียม โดย
“ปรากฏการณ์ขอโทษ” ที่เกิดขึ้นจนล้นโซเชียลเวลานี้ บางคนทำแล้วช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่สำหรับบางคนก็อาจยิ่งโหมกระพือให้ปัญหาร้อนแรงขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของสังคมไทยยุคใหม่ว่า… ปัจจุบันผู้คนไม่ได้หลงเชื่อเพียงแค่คำพูดคมคาย การตีหน้าเศร้า หรือหลั่งน้ำตาหน้ากล้องอีกแล้ว…
แต่ยังมองถึงพฤติกรรมผู้ที่กล่าวคำขอโทษ!!
แสดงความรับผิดชอบที่แท้จริงด้วยหรือไม่?
ถ้าใช่อาจช่วย แต่ถ้าเฟค…นี่เตรียมตัวพังแน่.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



