เป็นที่ชัดเจนว่ามติของ “กกต.” เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 กรณีสั่งไม่ฟ้อง “อนุทิน-เนวิน” กับรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวม 20 คน และ สว.ชุดปัจจุบันอีกกว่า 100 คน ในคดี “ฮั้ว สว.”
เป็นมติ “ไม่เอกฉันท์” ด้วย 5 ต่อ 2 เสียง โดย กกต. 5 เสียง ขาประจำคือ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. นายจิรุตม์ วิศาลจิตร นายณรงค์ รักร้อย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ
ส่วน กกต.ส่วนน้อย 2 เสียง ที่เห็นควรให้ส่งฟ้องทั้งโขยง! คือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย
ดังนั้นใคร หรือฝ่ายไหนก็ตาม กำลังเตรียมการจะลากสำนวนคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด และ กกต. ไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ช่วยหาทางออกให้กับคนไทย ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่ามี กกต. เสียงข้างน้อย 2 คน เห็นควรให้ส่ง “อนุทิน-เนวิน” กับรัฐมนตรีและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไปพิจารณาคดีที่ศาล ไม่ใช่เป่าคดีกันที่ กกต.
คดีฮั้ว สว. ดูเหมือนจะจบแล้ว! แต่ยังไม่จบ! แล้วถ้าถูกลากไปยัง 2 ศาลเมื่อไหร่ คงสนุก! โดยเฉพาะพยานสำคัญ 3 คน นำโดยอดีตสส.ขอนแก่น และพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ให้การแบบต่อ “จิ๊กซอว์” ให้เห็นถึงการกระทำของขบวนการฮั้ว สว. ไว้อย่างชัดเจนทั่วประเทศ และเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับสส.คนสำคัญในขณะนั้น และแม่บ้านของพรรคด้วย
ขบวนการดังกล่าว สามารถจำแนกผู้สมัคร สว. ที่อยู่ในเครือข่ายได้ทั้งสิ้น 1,157 คน คิดเป็น 38.5% หรือโดยเฉลี่ยกลุ่มอาชีพละ 55-60 คน มีหลักฐานทางบัญชีธนาคารมากกว่า 6,000 บัญชี และมีการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือ มากกว่า 12,000 เลขหมาย

โดยมีระดับบิ๊ก ๆ หลายคนของพรรคการเมืองไปผลุบ ๆ โผล่ ๆ ตรงนั้น ตรงนี้ แต่พอวันรุ่งขึ้นก็มาออกประกาศพรรค “ห้ามลูกพรรคกระทำการโดยวิธีการใด ๆ ในการเลือก สว.”
มีอยู่พรรคเดียวเท่านั้น ที่ออกประกาศแบบนี้ จึงกลายเป็นจุดน่าสงสัย และควรเชื่อได้ว่าทำเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย หรือทำไว้เป็น “เกราะกำบัง” ในอนาคตหรือไม่?
สำหรับ “พยานสำคัญ” 3 คน ที่จำนนด้วยพฤติการณ์ตัวเอง กลัวถูกดำเนินคดีไปด้วย จึงรีบยอมจำนน ขอเข้าสู่กระบวนการกันไว้เป็นพยาน ให้การไว้อย่างละเอียดยิบ แต่พอผ่านไปหลายเดือนจึงมากลับคำให้การ
พยานลักษณะแบบนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นที่คดีฮั้ว สว. แต่คดีอื่น ๆ ก็มีพยานกลับคำให้การเยอะแยะไป ดังนั้น กกต. ต้องส่งไปศาล เพื่อให้ศาลไต่สวน และชั่งน้ำหนักว่าเชื่อคำให้การครั้งแรก หรือเชื่อในสิ่งที่กลับคำให้การ
ที่ผ่านมามีประเด็นที่พูดถึงกันมากที่สุด กรณี 13 จังหวัดไม่ได้ สว. เข้ามาแม้แต่คนเดียว ขณะที่อีก 13 จังหวัด ได้ สว.เข้ามาถึง 78 คน และผู้สมัคร สว.จำนวนมาก ลงทุนเสียค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เพื่อมาเลือกคนอื่น! ถ้าไม่ทำเป็นขบวนการใหญ่ ไม่มี “เจ้าภาพหลัก” ไม่มีเงินทุนจากชั้น 4 จะทำได้หรือ?
เงื่อนงำต่าง ๆ เหล่านี้ “ศาลยุติธรรม” คงมีทางออกให้กับประเทศไทย!!.
พยัคฆ์น้อย


