วันนี้ “เดลินิวส์” มาเปิดคำต่อคำจากปาก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง สองบุคคลที่เกาะติดคดี “ฮั้ว สว.” มาอย่างต่อเนื่อง มาเปิดปมร้อนที่กำลังย้อนกลับไปเขย่าความน่าเชื่อถือของ กกต.อีกครั้ง หลัง กกต.มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้อง 77 คนคดีฮั้วสว. แต่กลับไม่มีรายชื่อกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองรวมอยู่ด้วย

ท่ามกลางคำถามที่กำลังตามมาเป็นพรวน ทั้ง “เส้นเงิน DSI” ที่เคยถูก กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับไว้พิจารณา ปม “พยานกลับคำ” และ “โพยเลือก สว.” ไปจนถึงคำถามว่าเหตุใดหลังคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ปิดสำนวนแล้ว เส้นเงินจึงไม่ถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีก ทั้งที่ กกต.ยังประชุมคดีฮั้ว สว.ต่ออีกหลายครั้ง จากรายการ “Dailynews Talk” ทางช่องยูทูบ
โดย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. เปิดประเด็นว่า หากมองมติ กกต.ครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการส่งผู้เกี่ยวข้อง 77 คนไปยังศาลฎีกา ก็มีบุคคลระดับ “บิ๊กเนม” รวมอยู่ด้วย และบางรายก่อนหน้านี้อาจคาดไม่ถึงว่าจะถูกดำเนินการ จึงถือว่า กกต.แสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจในบางส่วน แต่ปัญหาคือ “ยังไม่ครบ” เพราะในกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง ซึ่งตามข้อมูลที่ ตนระบุมีอยู่ 22 คน กลับไม่มีใครถูกส่งเลย รวมถึง สว.สำรองบางส่วนที่ยังมีบุคคลควรถูกตรวจสอบอีกจำนวนหนึ่ง จึงตั้งคำถามว่า การตัดสินของ กกต.ครั้งนี้ “ยังไม่ถึงที่สุด” หรือไม่ และเหตุใดเรื่องจึงหยุดก่อนเดินไปถึงกลุ่มการเมือง

“ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด อย่างกรณี 26 สว.ที่ กกต.ชุดนี้มีมติดำเนินการ ผมก็ยังชม เพราะมี “บิ๊กเนม” อยู่หลายคน ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจไม่คิดว่าจะมีชื่ออยู่ด้วย ก็ถือว่า กกต.ใช้ความกล้าหาญในระดับหนึ่ง เพียงแต่ในมุมของผม ยังไม่ครบเท่านั้นเอง”
“อดีต กกต.” ยังมองว่า มติครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า “คดีฮั้ว สว.จะปิดฉากลง” เพราะจากนี้อาจมีการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ตามมาอีกหลายช่องทาง ทั้งการยื่นต่อศาล การร้อง ป.ป.ช. หรือข้อกล่าวหาเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 โดยต้องแยกเป็นเรื่องๆ ว่า ใครเป็นผู้เสียหาย ใครมีสิทธิร้อง และแต่ละเรื่องต้องเดินเข้าสู่กระบวนการใด
หากนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเกือบ 2 ปีของคดีฮั้ว สว.มาเรียงกันทั้งหมด อาจมีประเด็นให้ตรวจสอบ “นับสิบเรื่อง” ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ การพิจารณาพยานหลักฐาน มติ 4 ต่อ 3 ไปจนถึงการไม่นำหลักฐานบางส่วนมาพิจารณา ทั้งที่อาจมีเส้นเงินหรือความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น “กกต.จะยกข้อกล่าวหากี่คนก็ได้ หากมีเหตุผลและพยานหลักฐานรองรับ แต่หาก “พลาดเพียงรายเดียว” คือ มีหลักฐานชัดเจนว่ากระทำผิด แต่กลับถูกยกข้อกล่าวหา ตรงนั้นก็สามารถกลายเป็นประเด็นให้ร้องตรวจสอบได้ หนึ่งในปมที่สำคัญ จึงหนีไม่พ้น “เส้นเงิน DSI”

นอกจากนี้อดีต กกต.ระบุด้วยว่า สำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความหมายอย่างมาก เพราะ “เส้นเงิน” สามารถบอกได้ว่าเงินมาจากไหนและไหลไปไหน หากตรวจพบว่าเงินมาจากบุคคลใกล้ชิดฝ่ายการเมือง ก่อนกระจายไปยังผู้สมัคร สว.หลายราย ก็จะช่วยให้เห็นภาพความเชื่อมโยงของบุคคลในกระบวนการได้ชัดขึ้น แต่ปัญหาที่ต้องตั้งคำถามคือ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2569 กกต.เคยประชุมพิจารณาว่าจะรับสำนวน DSI หรือไม่ ก่อนมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับ โดยให้เหตุผลว่า ขณะนั้นคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ยังอยู่ระหว่างสอบสวน จึงให้รอชุด 36 ทำงานให้เสร็จก่อน ซึ่งอยู่ช่วงระหว่างกลางการพิจารณา เหตุผลดังกล่าว “รับฟังได้” ในช่วงเวลานั้น เพราะชุด 36 ยังทำงานไม่เสร็จ แต่เมื่อชุด 36 ส่งงานวันที่ 26 ก.พ.2569 และถือว่าปิดภารกิจแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.จนถึงวันที่ 14 ก.ย.69 ที่กกต.ยังมีการประชุมเรื่องฮั้ว สว.อีกถึง 11 ครั้งคำถามจึงอยู่ที่ว่า แล้วทำไม “เส้นเงิน DSI” ที่เคยพักเอาไว้ก่อน จึงไม่ถูกหยิบกลับขึ้นมาพิจารณาในชั้นกกกต.อีก
“ส่อให้เห็นถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผมใช้คำ 2 คำ เบาที่สุด คือ บกพร่อง-ประมาทเลินเล่อ ทำงานไม่รอบคอบ สำนวนที่ควรเอามาพิจารณาประกอบก็ลืมเสีย แต่ถ้าหนักกว่านั้นก็ คือ เจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
นอกจาก “เส้นเงิน” แล้ว อีกปมที่ถูกจับจ้องคือ “พยานหมายเลข 16” หลังมีข่าวก่อน กกต.วินิจฉัยประมาณ 3 วันว่า พยานรายดังกล่าวกลับคำให้การ พร้อมเอกสารที่ระบุว่า การให้การครั้งแรกเกิดจากการถูกชายไม่ทราบชื่อข่มขู่หรือกดดัน

“อดีตกกต.สมชัย “ ตั้งข้อสังเกตอีกด้วย ว่า จังหวะดังกล่าวคล้ายเป็นการ “นำร่อง” ให้สังคมรับรู้ล่วงหน้าว่า กกต.อาจวินิจฉัยไปในทิศทางใด แม้ยอมรับว่าตัวพยานอาจมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ แต่คดีนี้ไม่ได้มีพยานเพียงคนเดียว จึงไม่ควรเอาปัญหาของพยานปากเดียวมาตีตกเรื่องทั้งหมด“ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมดที่เขาพูดครั้งแรกก็ได้ แต่ต้องลองดูว่าสิ่งที่เขาพูดตรงกับสิ่งที่พยานคนอื่นพูดกี่เรื่อง ถ้าบางเรื่องเป็นการยกเมฆก็ไม่ต้องนำมาพิจารณา แต่ถ้าบางเรื่องตรงกับพยานปากอื่น ก็แสดงว่าเริ่มมีความเป็นจริง” เพราะสิ่งสำคัญคือ ต้องนำคำให้การไปประกบกับพยานอื่นว่า สามารถต่อกันเป็น “จิ๊กซอว์” ได้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงเห็นพยานกลับคำแล้วโยนคำให้การเดิมทิ้งทั้งหมด
ด้าน สว.สำรอง พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว มองปม “เส้นเงิน DSI” แรงกว่า อดีต กกต. โดยระบุว่า หากเป็นตนจะไม่มองเรื่องนี้เพียงความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อ เพราะผู้มีหน้าที่พิจารณาย่อมรู้ว่าพยานหลักฐานแต่ละชิ้นมีผลต่อการวินิจฉัยว่าใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร ดังนั้น หากตัดข้อมูลเรื่อง “เส้นเงิน” ออกจากสำนวน ก็อาจทำให้น้ำหนักและภาพของคดีเปลี่ยนไป“ผมว่าไม่เกินเลยเลย ถ้าจะกล่าวหาว่าท่านอาจมีเจตนาที่จะช่วยเหลือผู้กระทำผิด ไม่ให้ได้รับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง”

“สว.สำรอง” ยังมองว่า ปัญหาของคดีนี้คือการแยกพยานหลักฐานออกจากกัน ทั้งที่ความผิดแต่ละข้ออาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดียวกัน จึงต้องนำทั้งพยานบุคคล เส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ ตำแหน่งโทรศัพท์ และ “โพย” มาประกอบกันเพื่อดูภาพรวม พร้อมเปรียบว่า การพิจารณาคดีนี้ต้องดู “ช้างทั้งตัว” ไม่ใช่เลือกดูเฉพาะงาหรือหูเหมือนที่ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาพูด การพิจารณาบางส่วนของ กกต.อาจมีลักษณะเหมือนมี “ธง” อยู่ก่อนว่าจะเอาผิดหรือไม่เอาผิด แล้วจึงนำพยานหลักฐานบางส่วนมาสนับสนุน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 ซึ่งตนเห็นว่ามีพยานสำคัญ 2-3 ปาก แต่กลับมีลักษณะพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานตั้งแต่ต้น

สำหรับ “โพย” พล.ต.ท.คำรบ ยืนยันว่า ตนพบเอกสารด้วยตัวเองหลังการเลือก สว. และนำไปแสดงต่อสื่อมวลชนที่ กกต. ก่อนจะมีผู้สมัครรายอื่นนำโพยลักษณะเดียวกันมาแสดงเพิ่มเติมอีกกว่า 10 ฉบับ พร้อมเข้าให้การเป็นพยานในสำนวน จึงตั้งคำถามว่า หากในโพยมีชื่อหรือหมายเลขผู้สมัครปรากฏอยู่ เหตุใดจึงไม่นำไปตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า เกี่ยวข้องกับการตกลงหรือการแนะนำตัวที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องนำเรื่องไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และการฟ้องไม่ใช่การฟ้องในลักษณะโจทก์-จำเลย แต่เป็นการยื่นคำร้อง โดยขอให้ศาลพิจารณา 3 ประเด็น คือ เพิกถอนมติ กกต.ในข้อกล่าวหาที่ 1-3 ให้นำข้อกล่าวหากลับมาพิจารณาใหม่ตามพยานหลักฐาน และพิจารณาการใช้มาตรา 62 หากพบว่ามีกระบวนการทุจริตเกิดขึ้นจริง

ส่วนเสียงวิจารณ์ที่ว่า พล.ต.ท.คำรบ ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะหวังให้ สว.ตัวจริงหลุด แล้ว สว.สำรองจะได้เลื่อนขึ้นมาแทน เจ้าตัวยืนยันว่า หลังต่อสู้เรื่องนี้มาเกือบ 2 ปี มองข้ามเรื่อง “อยากเป็นหรือไม่อยากเป็น สว.” ไปแล้วเพราะหากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทุจริตครั้งใหญ่ ผลกระทบไม่ได้เกิดกับสิทธิของ สว.สำรองเท่านั้น แต่กระทบไปถึงประเทศทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม “สุดท้ายจะได้เป็น สว.หรือไม่ได้เป็น ไม่เป็นไร ต่อให้ท้ายที่สุดศาลวินิจฉัยว่าการเลือกเป็นโมฆะ ผมก็ยอมรับได้”
ก่อนที่ “สมชัย” จะปิดท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องว่าใครจะได้เลื่อนขึ้นเป็น สว. แต่คือเรื่องของ “ระบบทั้งระบบ”เพราะหากวันนี้มีหลักฐานปรากฏทั้ง “เส้นเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์-พยานบุคคล” แต่ยังไม่ถูกตรวจสอบให้ถึงที่สุด ครั้งหน้าคนที่คิดจะทำผิดก็จะเรียนรู้วิธีไม่ทิ้งร่องรอย ครั้งนี้มีการโอนเงิน ครั้งหน้าก็อาจใช้เงินสด ครั้งนี้มีข้อมูลโทรศัพท์ ครั้งหน้าก็อาจเลิกใช้โทรศัพท์ หันไป “ใช้นกพิราบสื่อสารกัน” เพราะฉะนั้น เมื่อวันนี้มีพยานหลักฐานปรากฏขึ้นแล้ว ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในอนาคต หากครั้งหน้าสามารถเปลี่ยนกติกาหรือเปลี่ยนวิธีการเลือกได้ก็ควรพิจารณา แต่หากกติกายังคงเหมือนเดิม ก็อย่าหวังว่าจะพบหลักฐานในลักษณะเดียวกับครั้งนี้อีก เพราะผู้ที่คิดจะกระทำผิดย่อมเรียนรู้ว่าจะหลีกเลี่ยงการทิ้งร่องรอยอย่างไร



