คดี “ฮั้ว สว.” ยังเหลืออีก 3 สำนวน หลัง “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 เปิดเผยกลางวงประชุมสภา เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 69 ว่า “3 สำนวนนั้น ถูกเสนอต่อ กกต.แล้ว โดย กกต.สั่งสอบเพิ่มเติม และจะทราบผลเร็ว ๆ นี้”
โดยสำนวนดังกล่าว เชื่อมโยงกับ 1. กลุ่ม สว.สีส้ม คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2. กลุ่ม สว.สีส้ม คณะก้าวหน้า
ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3. กลุ่ม สว.อิสระ โดยมีภาพการนัดพบปะในวันที่ 25 มิ.ย. 67 ที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี หนึ่งวันก่อนวันเลือกระดับประเทศ เป็นใบเสร็จสำคัญ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว อาจเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ “พรรคประชาชน (ปชน.)” ไม่ออกมาตรวจสอบ “ฮั้ว สว.” ในสมัยรัฐบาลนายอนุทิน 1 เพราะเล่นบท “นายแบก” ยกมือหนุนหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้เงื่อนไข “เอ็มโอเอ” ซึ่งพรรคส้มต้องการ เสียงสนับสนุน กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ในที่สุดก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะพรรค ปชน. ไปกดดันหัวหน้ารัฐบาล ให้ไปขอเสียงสนับสนุนจาก “สว.” แต่หัวหน้าพรรค ภท. ไม่ทำตามขอ พรรคส้มจึงขู่ยื่น ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนนำมาสู่การยุบสภาในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นพอมาถึงยุค “รัฐบาลอนุทิน 2” แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ก็เดินหน้าเต็มที่ ในการตรวจสอบ “คดีฮั้ว สว.” เป้าหมายเพื่อให้ส่งสำนวน คำร้องผู้ถูกกล่าวหา ตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เห็นควร ดำเนินคดี 229 คน แต่ในที่สุด กกต.มีมติ ส่งคำร้อง ไปศาลฎีกาเพียง 77 คน ทำให้พรรคส้มไม่พอใจ เตรียมยื่นดำเนินคดี กกต. ตามมาตรา 157 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดย
มิชอบ
ส่วน “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่งใน กกต. เสียงข้างน้อย ออกมายอมรับว่า สำนวนนี้จบไปแล้ว เพียงแต่ว่าจะส่งศาลฎีกาเมื่อไหร่ จบแล้วด้วยพยานหลักฐาน ที่มีเท่านี้ พยานหลักฐาน นอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวน ไม่ได้ควานหาอีกแล้ว เพราะหมดเวลาในการทำงานแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อกฎหมาย ก็ยังไม่เห็นช่องทาง ที่จะดำเนินคดีกับ “แกนนำพรรค ภท.” ที่รอดพ้นจากคดี “ฮั้ว สว.” ไปแล้ว เนื่องจากการวินิจฉัยคดีเลือกสว. รวมถึง การเลือกตั้งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น ให้อำนาจ กกต.เพียงองค์กรเดียวในการพิจารณาชี้ขาด แม้จะมีการยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
ขณะที่ สำนวนของพรรคส้ม และ “ไอลอว์” ที่เป็นพันธมิตรกัน ก็กำลังเข้าสู่ กระบวนการวินิจฉัย ซึ่งใครก็รู้ว่า ช่วงแรกของการรับสมัคร เลือกคนเข้าเป็นไป สว. “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า และ “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ต่างออกมาร่วมกันรณรงรงค์ ชักชวนให้ คนมาลงสมัคร สว. โดยมีเป้าหมายต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจรวมถึงการแก้ กฎหมายอาญามาตรา 112
ด้าน “นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย” สว. ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคล ที่เข้ารวมกิจกรรม เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 67 ที่ห้องจูปิเตอร์ กล่าวยอมรับไปร่วมกิจกรรม โดยเล่าบรรยากาศ ในวันนั้นว่า ในห้องที่คุยกัน เป็นการแนะนำตัว มีกิจกรรม ให้คนที่ตกรอบแล้ว พูดความฝัน แรงบันดาลใจ และพูดปลุกใจ ต่อการปฏิบัติว่า จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้จำเป็นต้องเลือกกัน
นอกจากนี้ยังปฏิเสธว่า คณะก้าวหน้าและไอลอว์ เป็นผู้จัดงาน แต่คนที่จัดงานคือ กลุ่มอดีตผู้สมัคร ที่เคยทำ แคมเปญแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยเคลื่อนไหว ร่วมกันมาตั้งนาน จนมีบางส่วนที่ลงสมัครเป็น สว. ส่วนเงินทุนที่ใช้ในการจัดงาน เป็นการระดมทุนผ่านกล่องบริจาค พร้อมปฏิเสธไม่รู้ว่า ผู้ที่จ่ายค่าใช้ห้องจูปิเตอร์ ซึ่งใช้เงินกว่า 2 แสนบาทนั้น ใช่ “บัญชีฟ้าเดียวกัน” หรือไม่
นอกจากนี้ยังมีแหล่งข่าว ที่เข้าร่วมประชุม ออกมาให้ข้อมูลว่า มาตรการควบคุม เก็บโทรศัพท์มือถือ ใส่สายรัดข้อมือ และจำกัดพื้นที่ ในห้องมีกิจกรรมโน้มน้าว ให้ผู้สมัครบางส่วน ไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง แต่ให้ลงคะแนนเลือกแคนดิเดตเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม รวม 10 คน ใน 19 กลุ่ม ซึ่งภายหลังมี “โพยเลือก สว.ประชาชน” เผยแพร่ออกมา
ดังนั้นมาถึงวันที่ “พรรคส้ม” และไอลอว์ ต้องติดบ่วง ในข้อกฎหมาย เช่นเดียวกัน.
“เขื่อนขันธ์”



