ณ ห้วงที่สังคมมีโอกาสได้ถกเถียงกันด้วยเหตุและผล “ทีมข่าวอาชญากรรม”มีโอกาสร่วมรับฟังวงเสวนาแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ กับหัวข้อ“โทษประหารชีวิตในยุคไวรัล เมื่อความโกรธเดินทางเร็วกว่าข้อเท็จจริง และเรื่องนี้มีมากกว่าการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” ผ่านมุมมองบุคคลในแวดวงเกี่ยวข้องทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงผู้มีประสบการณ์ตรงกับโทษประหารชีวิต
นายโทชิ คาซามะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ผู้บันทึกภาพชีวิตและความตายในแดนประหารมาตั้งแต่ ค.ศ.1996 บอกเล่าประสบการณ์ตระเวนถ่ายภาพผู้ต้องขังโทษประหารชีวิต การพูดคุยไปจนถึงครอบครัวเหยื่อ และผู้พิพากษาว่า หลายครั้งเมื่อเกิดคดีอุกฉกรรจ์ ครอบครัวมักสนับสนุนโทษประหารด้วยความรู้สึกสูญเสีย มักมีอารมณ์แค้น ต้องการให้โทษสาสม กระทั่งสังคมโดยรวมต่างส่งเสียงให้บังคับโทษ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึกโกรธแค้น หรือผลักภาระทางความรู้สึกไปให้ครอบครัว โดยเฉพาะการให้อภัย หรือการยกเลิกโทษประหาร
กลับกันเมื่อมีโอกาสพูดคุยกับผู้ต้องโทษประหาร ผู้พิพากษาที่ตัดสิน ครอบครัวเหยื่อ ต้องบอกว่าโทษประหารอาจไม่ช่วยลดปัญหาอาชญากรได้อย่างถูกจุด ที่สำคัญยังกระทบกับคนหลายกลุ่ม เพราะคงไม่ใช่เรื่องที่จะรู้สึกยินดีเมื่อมีใครคนหนึ่งที่กระทำผิดถูกประหาร แต่มันคือความรู้สึกให้อภัยในวันที่เปลี่ยนแปลงไป
พร้อมมองการพัฒนาความคิดสู่การที่ครอบครัวสามารถให้อภัยได้โดยไม่รู้สึกผิด ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งนี้ สิ่งที่ครอบครัวเหยื่อต้องการหลังสูญเสียคือการช่วยเหลือทางการเงินและการเยียวยาจิตใจระยะยาว ในบางประเทศที่ยกเลิกโทษมีการกำหนดให้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวเหยื่อ สะท้อนว่าสังคมสามารถตอบโต้ความรุนแรงด้วยวิธีที่แตกต่างและเหมาะสมกว่าได้

ด้านนางทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก ระบุ ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง สังคมต้องการแก้ด้วยตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่ในฐานะที่ดูแลการพัฒนาพฤตินิสัยเด็กที่ก้าวพลาด เห็นความสำคัญการทำให้เกิดสำนึก เข้าใจความรู้สึกเหยื่อและผลกระทบความรุนแรง ฉันทามติของสังคมที่มีต่อการลงโทษให้สาสม คงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะไม่ควรส่งต่อความรุนแรงไปอีก
ยิ่งสังคมสร้างแรงกดดันไปยังเด็กที่ทำผิด หรือวางกรอบว่าอาชีพไหนต้องเป็นอาชญากร ตนก็อยากทวนถามเพราะในเรือนจำมีทั้งข้าราชการระดับสูง นักการเมือง เจ้าอาวาส เป็นต้น พร้อมแนะโฟกัสให้ชัดว่าอะไรที่เป็นปัญหา รัฐหรือนักโทษ เพราะส่วนตัวมองนักโทษเป็นเพียงผลลัพธ์และผลผลิตของรัฐ อย่างนายป๋อง (ฑนา เกิดทอง) เมื่ออยู่ในเรือนจำได้มีกระบวนใดไปจัดการหรือไม่ เหตุใด“ความเป็นมนุษย์”ถึงไม่งอกงามขึ้นมา
“เราต้องตั้งคำถามให้ถูกต้อง เพราะถ้าเราตั้งคำถามผิด รัฐจะลอยนวลจากโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ในสังคม แต่ถ้าเราตั้งคำถามถูก มันจึงจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนได้จริง”
ขณะผศ.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองระบบประเทศไทยไม่ได้สมบูรณ์มากเพียงไปตัดสินลงโทษใครได้ขนาดนั้น เพราะเราเองก็ยังไม่เชื่อในระบบยุติธรรม ขณะที่การให้โอกาสผู้กระทำผิดก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เยียวยา แค่ไม่ควรใช้ความโหดร้ายไปสานต่อความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่สังคมสนุกกับการใช้ศาลโซเชียล หลงลืมหลักการพื้นฐานอย่างการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ พร้อมชี้สังคมควรนำแนวคิดม่านแห่งความไม่รู้ หรือ หน้ากากแห่งความไม่รู้มาใช้ด้วยการมองทุกคนในกระบวน การยุติธรรมในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียม ไม่สนเชื้อชาติ หรือเป็นใครมาจากไหน เป็นคนดีหรือชั่ว เพื่อให้การตัดสินตั้งอยู่บนฐานของความเป็นธรรม

นายโชค(นามสมมติ) อดีตนักโทษประหารคดียาเสพติด ซึ่งตกเป็นแพะต้องโทษในเรือนจำนานกว่า 18 ปี ถ่ายทอดประสบการณ์ช่วงสืบพยาน ตำรวจที่จับกุมไปไหว้ขอโทษแม่ที่หน้าห้องพิจารณา เพราะรู้เต็มอกว่าตนไม่เกี่ยวข้อง แม่ตนถามออกไปว่าทำไมทำแบบนี้ ทำไมไปพูดแบบนั้น นั่นมันชีวิตคนทั้งคน ก่อนที่ต่อมาจะอยู่ด้วยความหวังล้วน ๆ ว่าศาลต้องให้ความยุติธรรม
เวลาเราติดคุก มันไม่ใช่เราคนเดียว คนที่รักเรา คนที่เชื่อใจเรา คนที่ไม่ได้ตัดสินเรา เขารับรู้ว่าเราเป็นยังไง แต่เขาต้องอยู่กับความผิดที่กล่าวหาเรา การติดคุกจึงไม่ใช่การลงโทษแค่คนคนเดียว แต่มันคือการพรากชีวิต ความหวัง และลงทัณฑ์ครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง
นอกจากนี้ เมื่อพ้นโทษก็มักเผชิญคำพิพากษาซ้ำ จากครั้งแรกผ่านการเป็นข่าว ไม่มีใครรู้จริง แต่เราถูกพิพากษาโดยสังคมไปแล้วว่าเป็นคนชั่ว ก่อนถูกพิพากษาครั้งที่สองหน้าบัลลังก์
“ในฐานะจำเลยที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด แต่ก็ถูกตัดสินว่าผิด ต้องเข้าเรือนจำ และยังมาถูกพิพากษาครั้งที่สามหลังจากพ้นโทษออกไปใช้ชีวิตในสังคมว่าเป็นอดีตนักโทษ สภาพแวดล้อมเดิมในเรือนจำไม่สามารถเปลี่ยนคนชั่วเป็นคนดี แต่เปลี่ยนคนดีเป็นคนไม่ดี”
จากการรวบรวมข้อมูลของแอมเนสตี้ฯ ชี้ว่าในปี 2568 มีการประหารอย่างน้อย 2,707 ครั้งใน 17 ประเทศ เพิ่มขึ้น 78% จากปีก่อนหน้า และถือเป็นตัวเลขสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2524 และมี 6 ประเทศที่กลับมาบังคับใช้โทษประหารหลังว่างเว้นมาช่วงหนึ่ง
ทั่วโลกยังมีนักโทษประหารอย่างน้อย 25,508 ราย ส่วนการยกเลิกโทษประหารจนถึงสิ้นปี 2568 มี 113 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท และรวมทั้งหมด 145 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารแล้วทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ
ความรู้สึกของคนเป็นพลวัต เปลี่ยนแปลงได้เสมอเมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อเราได้รับรู้ข้อเท็จจริงในมุมมองที่กว้างขึ้น ความโกรธแค้นอาจแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจได้ หากสังคมร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการรับรู้ที่เป็นธรรม.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



