ทั้งนี้ ว่าด้วย “พื้นที่รับน้ำท่วม” นั้น กรณีนี้มีมุมวิเคราะห์ในมิตินี้ไว้ผ่านบทความชื่อ “เมื่อรัฐให้ชุมชนรับน้ำแทนเมือง แต่ไม่เคยมอบความเป็นธรรม” โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนานโยบาย (101 PUB – 101 Public Policy User Blueprint) ที่มีมุมสะท้อนต้องรับฟัง…
เกี่ยวกับการสะท้อนดังกล่าวที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อนั้น เผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์ศูนย์วิจัยและพัฒนานโยบาย (101 PUB – 101 Public Policy User Blueprint) โดย วศินี สุขเสมอ นักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนานโยบาย (101 PUB) ซึ่งได้มีการฉายภาพเรื่องนี้เอาไว้ว่า… ประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ทุ่งรับน้ำนั้น ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นผลส่วนหนึ่งจากการตัดสินใจของรัฐในการจัดการน้ำ เพราะรัฐเป็นผู้กำหนดว่า… จะเก็บ จะชะลอ หรือจะระบายน้ำไปยังพื้นที่ใด เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองสำคัญ ด้วยเหตุนี้ทำให้บางชุมชนจึงต้องรับน้ำและความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่อื่น
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเจ้าของบทวิเคราะห์ ยังสะท้อนอีกว่า… หากแต่ภาระของพื้นที่รับน้ำนั้น ไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง แต่กลับส่งผลต่อการดำรงชีวิต และการพัฒนาของคนในพื้นที่ในระยะยาว ทั้งความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน การเดินทาง การศึกษา สุขภาพ อาชีพ และโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่ดูสวนทางกับการช่วยเหลือของรัฐในปัจจุบันนี้ที่ยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อชดเชยภาระจากการที่พื้นที่ถูกกำหนดให้รับน้ำโดยเฉพาะ
“หากรัฐเลือกให้พื้นที่หนึ่งรับน้ำเพื่อปกป้องพื้นที่อื่น รัฐก็ควรรับผิดชอบต่อคนที่ต้องแบกรับภาระนั้น ผ่านการช่วยให้ชุมชนปรับตัว การมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ และกลไกเยียวยาหรือชดเชยที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้ความปลอดภัยของพื้นที่หนึ่งเกิดขึ้นบนต้นทุนของอีกพื้นที่โดยที่ผู้รับภาระต้องแบกรับเพียงลำพัง” …เป็นประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ “คนในพื้นที่รับน้ำท่วม” ซึ่งนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนานโยบาย หรือ 101 PUB ได้มีการสะท้อนไว้

ทั้งนี้ นักวิจัยท่านเดิมของศูนย์วิจัยและพัฒนานโยบาย (101 PUB) ยังชวนสำรวจด้วยการตั้งคำถามว่า… หากรัฐสั่งให้พื้นที่หนึ่งเสียสละเพื่อปกป้องพื้นที่อื่น แล้วการช่วยเหลือและการเยียวยาให้เป็นธรรมสำหรับคนในพื้นที่รับน้ำท่วมควรมีหลักการอย่างไร? …เนื่องจากน้ำท่วมไม่ใช่แค่ปัญหาธรรมชาติ แต่มีส่วนจากการตัดสินใจทางการเมืองด้วย …เป็นข้อสังเกตที่ถูกตั้งคำถามไว้
ในบทความนี้ นักวิจัยของ 101 PUB ยังสะท้อนอีกว่า… “แนวคิดพื้นที่ทุ่งรับน้ำ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยมานานแล้ว โดยการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิงรองรับน้ำก่อนระบายลงทะเลเกิดขึ้นครั้งแรก ในปี 2538 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่และถูกนำมาศึกษาอย่างเป็นระบบกับพื้นที่ผ่าน “โครงการวิจัยนำร่องแก้มลิงบางบาล ในช่วงปี 2550-2551 จนเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แนวคิดนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้แนวคิดพื้นที่รับน้ำนองถูกบรรจุไว้ในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นทางการในปี 2555 โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งกำหนดให้เป็นแผนงานที่ 6 จากทั้งหมด 8 แผนงาน ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า… ภาครัฐให้ความสำคัญกับต้องมีพื้นที่ทุ่งรับน้ำ เพื่อรับภาระแทนคนเมือง และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งปัจจุบันในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้น จะมีทั้งหมด 10 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก, ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก, ทุ่งท่าวุ้ง, ทุ่งบางกุ่ม, ทุ่งบางกุ้ง, ทุ่งป่าโมก, ทุ่งผักไห่, ทุ่งโพธิ์พระยา, ทุ่งบางบาล-บ้านแพน และทุ่งเจ้าเจ็ด ที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบล้านไร่ใน 8 จังหวัด 27 อำเภอ และ 184 ตำบล… นี่เป็นข้อมูลของ “พื้นที่ทุ่งรับน้ำ”
ที่ส่งผลให้คนในพื้นที่รับน้ำท่วมจึงต้องปรับตัว
เผชิญความไม่แน่นอนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร
บทความดังกล่าวยังฉายภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ทุ่งรับน้ำซึ่งเกิดตามแนวคิดของรัฐที่ต้องการป้องกันพื้นที่เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า… เช่น “เกษตรกร” เมื่อถูกำหนดเป็นทุ่งรับน้ำ พื้นที่เกษตรกรรมก็ต้องจมอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน จนการเอาน้ำเข้าทุ่งบางครั้งก็เก็บเกี่ยวไม่ทัน หรือด้าน “ผลกระทบค่าใช้จ่าย” เช่น เมื่อชาวนาเสียค่าเช่านา 1 ปี แต่ทำนาได้ไม่ถึง 200 วัน แถมพอปลูกข้าวหลังน้ำลดแล้วไปออกดอกช่วงร้อน ผลผลิตก็จะลดลง เพราะข้าวไวต่อความร้อน ส่วน “ชุมชนริมน้ำ” ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการบริหารจัดการ โดยเมื่อถูกกำหนดเป็นพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ก็จำเป็นต้องสร้างคันกั้นน้ำและประตูน้ำ เพื่อให้ตัดยอดน้ำหลากส่วนเกินเข้าไปเก็บไว้แล้วระบายออกเมื่อน้ำลด จนทำให้ชุมชนซึ่งถูกกันให้อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำนั้น กลายเป็นด่านหน้ารับน้ำโดยตรงจากแม่น้ำ ซึ่งเมื่อน้ำถูกกั้นและบีบให้อยู่ในพื้นที่จำกัด จึงส่งผลทำให้ท่วมมากและนานขึ้น
นักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนานโยบาย (101 PUB) ยังฉายภาพให้เห็น “ผลกระทบคนในพื้นที่รับน้ำ” เหล่านี้ว่า… นอกจาก “ชีวิตที่ต้องปรับตัวรับสภาพ” แล้ว คนพื้นที่รับน้ำยังเผชิญกับการสูญเสียโอกาสด้วย อาทิ ผู้ใหญ่ต้องพายเรือเข้าออกเพื่อส่งลูกหลานไปโรงเรียน ขณะที่โรงเรียนก็ต้องปิดการเรียนการสอนเนื่องจากน้ำท่วม และเมื่อเกิดการเจ็บป่วย การเดินทางไปโรงพยาบาลก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยสะดวกอีกต่อไป และนอกจากการใช้ชีวิตภายใต้สภาวะที่ลำบากเหล่านี้แล้ว คนในพื้นที่ดังกล่าว ยังต้องแบกรับกับค่าเสียหายทางจิตใจที่ต้องอยู่กับน้ำ รวมถึง “สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ” เนื่องจากเพราะความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำ ทำให้คนในพื้นที่และนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้าน ขยายกิจการ หรือพัฒนาที่ดิน เพราะกลัวจะเสียหายซ้ำเมื่อน้ำท่วมมาอีกครั้งจนส่งผลให้พื้นที่ขาดโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ผลกระทบจึงไม่ได้มีเพียงความเสียหายจากน้ำท่วมโดยตรงเท่านั้น แต่รวมถึง “ต้นทุนแฝงจากความไม่แน่นอน”
ที่กดทับศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่รับน้ำ
ทำให้ขาดโอกาสในการเติบโตอย่างที่ควรเป็น
อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนพื้นที่ดังกล่าวจะยอมรับความจำเป็นของการเป็น “พื้นที่รับน้ำ” หากแต่ก็นำสู่คำถามในเรื่องของ “การชดเชยเยียวยา” ที่ได้รับมาตลอดเช่นกัน โดย วศินี สุขเสมอ นักวิจัยของ 101 PUB กล่าวในบทวิเคราะห์นี้ว่า… ที่ผ่านมาชาวบ้านที่ต้องรับน้ำมองว่า… แม้รัฐจะสั่งให้เผชิญความเสี่ยง แต่กลับไม่เคยได้รับการชดเชยในฐานะผู้เสียสละที่แบกรับภาระแทนอย่างควรจะเป็น โดยที่ มีเพียงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามกลไกทั่วไปที่เป็นเพียงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติก่อนทุกครั้ง โดย “พื้นที่รับน้ำ” เหล่านี้ มักจะไม่ได้ถูกพิจารณาในฐานะ “พื้นที่ที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า” เอาไว้แล้วว่า…จะต้องถูกน้ำท่วมซ้ำทุกปีเพื่อปกป้องพื้นที่อื่น แต่กลับใช้กลไกเหมือนพื้นที่อื่นที่น้ำท่วมปกติ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมนั้น ภาครัฐอาจจำเป็นจะต้อง “คิดใหม่–ทำใหม่” เพื่อช่วยคนพื้นที่นี้ ไม่ให้ต้องเป็น “ผู้แบกรับภาระอย่างโดดเดี่ยว”
แต่จะทำยังไงนั้น…อาจต้องลองมาดูกรณีศึกษา
จาก “โมเดลในต่างประเทศ” เพื่อถอดบทเรียน
ส่วนจะใช้โมเดลแบบใดนั้น ต้องมาดูต่อพรุ่งนี้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



