สถานการณ์การเมืองร้อนแรงไม่หยุดในปี 64 ที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก็ขับเคี่ยวกันถึงพริกถึงขิง รัฐบาลก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ
ส่วนซีกฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นปึกแผ่น 3 ปีที่ผ่านมายังไม่สามารถมีโอกาสทำอะไรรัฐบาลได้ ฉะนั้นปีใหม่นี้ “ทีมการเมืองเดลินิวส์” จึงต้องไปหาคำตอบว่า ปี 2565 บรรดาเหล่าพรรคการเมืองเขามองและหวังอะไรกันบ้าง
ภูมิใจไทย ปี 65 ‘พูดแล้วทำ’

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า พวกเราชาวภูมิใจไทย อาจพูดไม่เก่ง แต่เราก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว 7 รัฐมนตรีของพรรคมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ในส่วนของผมต้องต่อสู้กับการแก้ปัญหาวิกฤติโควิด-19 เพื่อให้คนไทยและประเทศชาติไปรอด เราใช้เวลาเกือบ 3 ปี ได้รับความไว้วางใจเข้ามาเป็น ส.ส. ได้มีโอกาสบริหารประเทศในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล จุดเด่นของพรรค คือ การเป็นเอกภาพมากที่สุด เป็นภาคีสมาชิกเคารพกติกา รัฐธรรมนูญ และความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีจนทำให้รัฐบาลชุดนี้มีความมั่นคง เป็นเสาค้ำระบบรัฐสภาให้มีความแข็งแกร่ง
พรรคมีความเป็นเอกภาพ เป็นปึกแผ่น จงรักภักดี ซื่อสัตย์สุจริตต่อประชาชนที่สุด โดยทุกโพลจะต้องมีพรรคภูมิใจไทย เพราะเรา “พูดแล้วทำ” ในสิ่งที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน ที่เราหาเสียงไว้ว่า “ทำได้เร็ว และทำได้เลย” ไม่ทำนโยบายที่เพ้อฝันเอาใจประชาชน นโยบายของพรรคถูกสร้างขึ้นจากการเอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง เราไม่พูดไปเรื่อยหรือดีแต่พูด เรารับผิดชอบคำพูดทุกเรื่อง และทำทุกเรื่องที่พูดให้เป็นจริงจับต้องได้ เช่น นโยบายกัญชาที่ถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด การผลักดันกัญชง สิ่งเหล่านี้มุ่งหวังเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ โดยในปี 65 เราจะชูสโลแกน “พูดแล้วทำ” ให้เกิดผลกับประชาชนให้มากที่สุดไม่ว่าการเมืองจะอยู่ในรูปแบบไหน เพราะทุกลมหายใจเราอุทิศเพื่อประชาชน
ปีแห่งการสร้างสุขประชาชน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขออำนวยพรปีใหม่ให้คนไทย จงประสบแต่ความสุขสวัสดี มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อช่วยนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน และผมในฐานะกำกับดูแลงานที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ในรอบปีที่ผ่านมา ผมได้ตั้งใจทำงาน ทุ่มเทอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และคืนความสุขให้ประชาชน แก้ปัญหาความยากจน พัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศในทุกมิติ อันจะเป็นการวางรากฐานให้ประชาชนคนไทยในอนาคต รวมทั้งพัฒนาความเป็นอยู่อย่างเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้ประชาชนและบ้านเมืองมีความสงบสุขสืบไป
ปีแห่งความคึกคัก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในปี 2565 นี้ แม้ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ แต่สภาพปัญหาต่าง ๆ ยังเป็นสิ่งที่มีความต่อเนื่องจากปี 2564 เรายังต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ โรคโควิด-19 และการเมือง โดยในเรื่องการเมือง ผมยังมองไม่เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2564 มากนัก ส่วนการเลือกตั้งใหญ่ ไม่สามารถตอบได้ เพราะเทอมของการเลือกตั้ง ส.ส. จะครบในปี 2566 ดังนั้นถ้าในปี 2565 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนนำไปสู่การเลือกตั้ง ก็คงเป็นเพราะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ อาทิ อาจมีการยุบสภา ซึ่งจนถึงเวลานี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่บอกว่าจะมีการยุบสภา อย่างไรก็ตามเรื่องของการเมืองไทย ถ้าจะให้ฟันธงไปทั้งหมดทุกเรื่อง ก็คงไม่ได้ ส่วนการชุมนุมต่าง ๆ ยังไม่คิดว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิด และถ้าการชุมนุมเป็นไปตามวิถีของระบอบประชาธิปไตยและตามกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องไม่ใช้ความรุนแรง
การเมืองไทยในปี 2565 อาจจะคึกคักขึ้น หากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเกิดขึ้นจริงไม่เกินกลางปี 2565 ก็จะทำให้เกิดการแข่งขัน มีความคึกคัก นอกจากนี้จะเป็นปีแห่งการเตรียมการก่อนการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลอยู่ครบวาระในปี 2566 ดังนั้นในปี 2565 แต่ละพรรคจะเร่งเครื่องเพิ่มขึ้นในการเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
ปี 65 ยุบสภา เลือกตั้งใหม่

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) มองทิศทางการเมืองในปี 65 ว่า เท่าที่ประเมินจะเป็นปีที่สภาพการเมืองของเรายังไม่อยู่ในภาวะปกติ เนื่องจากเสถียรภาพรัฐบาลมีความง่อนแง่น คลอนแคลนมาก อาจจะถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เช่น มีการยุบสภา รัฐบาลลาออกจนมีการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ และใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินไป จึงคาดว่า อาจจะมีการเลือกตั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงในปี 65 หลังเดือน มี.ค. ไปจนถึงเดือน ส.ค. 65 หลายฝ่ายก็มองว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงตรงนั้น ขณะเดียวกัน ความสามารถของรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารแก้ภาวะวิกฤติต่าง ๆ ได้ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ โควิด-19 และการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะเป็นเหตุผลใหญ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมของฝ่ายรัฐบาล เพื่อรองรับการยุบสภา และการเลือกตั้งใหม่ เห็นได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ได้รณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้น ทั้งการจัดตั้งตัวผู้สมัครและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ สังเกตได้จากการเลือกตั้งท้องถิ่นเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเปรียบเสมือนฐานหรือขุมกำลังที่สามารถควบคุมจัดการได้ดังนั้นภาพการเมืองปี 65 น่าจะเข้าสู่การ เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง
ปีแห่งโอกาสในการเปลี่ยนแปลง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า “สำหรับผมและพรรคก้าวไกล เราเห็นว่าทุกการเลือกตั้ง คือโอกาสของการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ปี 2565 ที่จะถึงนี้ เป็นปีที่เต็มไปด้วยการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. การเลือกตั้งเมืองพัทยา การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. การเลือกตั้งซ่อม อบจ. หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากมีการยุบสภา เราจึงพูดได้ว่า ปีหน้าที่จะถึงนี้ เป็นปีแห่งโอกาสและความหวัง เป็นปีที่พี่น้องประชาชนจะได้มีโอกาสกำหนดอนาคตของประเทศไทยไปพร้อมกันในส่วนที่หลายคนกังวลเรื่องความรุนแรงนั้น
ผมคิดว่าทุกคนในสังคมต่างมีวุฒิภาวะมากพอที่จะเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย และแสวงหาทางออกร่วมกันผ่านการพูดคุยถกเถียง รวมถึงหาข้อยุติในความแตกต่างทางอุดมการณ์ผ่านการเลือกตั้งที่เป็นธรรมอันเป็นทางออกที่เคารพต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ผมหวังว่าปี 2565 นี้ จะเป็นปีแห่งโอกาสในการเปลี่ยนแปลง และเป็นปีที่ทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสวงหาทางออกร่วมกันโดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง”



