ยิ่งกว่าซีรีส์ “ล่าหยก 40 ตอนของจีน” ที่คนดูบ้าคลั่ง ก็เรื่อง เนสท์เล่ กับ นายประยุทธ มหากิจศิริ ที่เป็น เจ้าพ่อเนสกาแฟ นี่เอง เรื่องเริ่มปี 2533 เนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มและอาหารชั้นนำของโลกจากสวิส ต้องการเปิดตลาดในไทย พอดีกับที่นายประยุทธ ซึ่งมีที่ดิน แต่ขาดเทคโนโลยี ขาดความรู้เรื่องการผลิต สูตรการผสม และสายพันธุ์กาแฟได้มาพบกัน จึงเกิด บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด (QCP) ร่วมทุน 50 ต่อ 50 ระหว่างเนสท์เล่ กับตระกูลมหากิจศิริ ตามสัญญาเนสท์เล่ มีอำนาจบริหารงาน ผลิต จัดจำหน่าย ทำตลาดแบรนด์เนสกาแฟที่เป็นของสวิสทั้งหมด
ขณะ QCP พูดง่าย ๆ เป็นบริษัทรับจ้างผลิต “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย โดยมีการเซ็นสัญญาครั้งแรก รวม 22 ปี แล้วมีการต่อสัญญาอีกครั้ง เป็นเวลา 12 ปี สิ้นสุดไป เมื่อ 31 ธ.ค. 2567
มหากาพย์ความขัดแย้งเริ่มตอนจะครบสัญญาครั้งที่ 2 เมื่อ เนสท์เล่ ขอทบทวนสัญญา เพราะเห็นว่า สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปจาก 30 ปีก่อน หน้ามือเป็นหลังมือ แต่เจรจากี่ครั้ง ก็ตกลงกันไม่ได้ เนสท์เล่ เลยขอซื้อหุ้น QCP ที่มหากิจศิริ ถืออยู่ 50%
คืนทั้งหมด ในราคา 30,000 ล้าน ผลคือ นายประยุทธขอ 1 แสนล้านบาท กับเงื่อนไขขอใช้แบรนด์เนสกาแฟฟรีหรือตลอดไป ซึ่งเนสท์เล่ย่อมไม่ยอม เลยขอพึ่งศาล เลิกกิจการบริษัท QCP จบปัญหา แต่เรื่องไม่จบง่าย ๆ
เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริ ฟ้องร้องกันอุตลุดหลายคดีมาก ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
นายประยุทธอ้างว่า ตนเป็นผู้คิดค้นสูตรกาแฟต่าง ๆ รวมทั้งสร้างเครือข่ายผู้ปลูกกาแฟในไทยจนแข็งแกร่ง หากยกเลิกสัญญา เกษตรกรจะเดือดร้อนหนัก ใด ๆ นายประยุทธบอก ตนถูกรังแกจากบริษัทต่างชาติ ขณะเนสท์เล่ โต้กลับว่า สูตรกาแฟทุกชนิดคิดค้นโดยเนสท์เล่ รวมทั้งสูตรกาแฟที่ผลิตในไทย มหากิจศิริ เป็นแค่ผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่งที่ผลิตเนสกาแฟในไทย ไม่ได้คิดสูตรหรือบริหารการผลิตใด ๆ โดยแต่ละปี ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผล ต่อเนื่องกว่า 30 ปี
จากข้อมูล ยอดขาย QCP ระหว่างปี 2562-2566 วิ่งอยู่ 1.5-1.7 หมื่นล้าน กำไร 3.3-3.7 พันล้าน (เทียบเนสท์เล่ไทย ยอดขาย 5 หมื่น-5.7 หมื่นล้าน กำไร 2.3-2.7พันล้าน) ถือว่า QCP กำไรดีกว่าเยอะ โดยเฉพาะ ปี 2564 QCP กำไรถึง 3,700 กว่าล้าน นายประยุทธได้รับส่วนแบ่งไป 1,852 ล้าน ส่วนแบ่งจากยอดขาย 1% อีก 154 ล้าน รวมแล้ว ก็ราว 2,000 ล้าน 30 กว่าปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจะขนาดไหน คิดดู ก็ต้องร้อง โอ้โห
ไม่แค่นั้น นายประยุทธยังได้เงินเดือนจากเก้าอี้ประธานบริษัท ค่าตอบแทนประจำปี เงินบริจาคมูลนิธิปีละ 36 ล้าน รถประตำแหน่งซูเปอร์คาร์ เบนท์ลีย์ (คันละ 20-30 ล้าน) เล่าขานว่ามีตั้ง 3 คัน คืนแล้วหรือยัง ต้องไปถามกันเอง
แต่ถึงจุดนี้ คงพอมองออกว่า ทำไมนายประยุทธไม่อยากยกเลิกสัญญากับเนสท์เล่ ขณะการฟ้องร้อง อย่างที่บอก หลายคดีมาก ใครสนใจ ขอให้ไปค้นข้อมูลกันเอง เราสรุปให้ดูพอเป็นตัวอย่าง เช่น เนสท์เล่ฟ้องอนุญาโตตุลาการที่อังกฤษ เพราะตามสัญญาการร่วมทุนหากมีข้อพิพาท ต้องใช้กฎหมายอังกฤษ เนสท์เล่ชนะคดี นายประยุทธไม่พอใจ ไปยื่นเรื่องที่ศาลสิงคโปร์อีก 4 มี.ค. 2569 ที่สุด ศาลสูงสิงคโปร์ยืนตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการที่อังกฤษ
ก็ต้องยอมรับ มหากิจศิริ ก็เป็นนักสู้ มีการเอาคดีฟ้องต่อศาลไทยหลายคดี จนเป็น “นิติสงครามภาคธุรกิจ” ทั้ง 2 ฝ่าย ฟ้องละเมิด เรียกค่าเสียหาย เรียกร้องความคุ้มครองชั่วคราว ล่าสุด คดีถูกโอนไปอยู่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องน่าติดตามยิ่งว่า ที่สุดแล้ว คำพิพากษาประวัติศาสตร์จะจบแบบไหน 1 หมื่นล้าน 3 หมื่นล้าน หรือ แสนล้าน
ดาวประกายพรึก



