“เดี๋ยวค่อยทำ”
หลายคนน่าจะเคยพูดประโยคนี้กับตัวเอง ทั้งที่รู้ว่างานใกล้ถึงกำหนด รู้ว่าปล่อยไว้นานจะยิ่งเครียด แต่กลับเลือกเปิดโทรศัพท์ จัดโต๊ะ ตอบข้อความ หรือทำงานอื่นที่ไม่ได้เร่งด่วนแทน
พฤติกรรมแบบนี้มักถูกเรียก
ง่าย ๆ ว่า “ขี้เกียจ” แต่ในทางจิตวิทยา Procrastination หรือการผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจเพียงอย่างเดียว บางครั้งสิ่งที่เรากำลังหลีกเลี่ยงอาจไม่ใช่ “งาน” แต่เป็น ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคิดถึงงานนั้น
เราไม่ได้หนีงาน แต่อาจกำลังหนี “ความรู้สึก”
ลองนึกถึงงานชิ้นหนึ่งที่ถูกเลื่อนมาหลายวัน บางครั้งเพียงเปิดไฟล์ขึ้นมา เราก็อาจรู้สึกกังวล กลัวทำได้ไม่ดี รู้สึกว่างานมันใหญ่เกินไป ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน หรือคิดว่า “งานนี้ยากเกินไป”
เมื่อเกิดความไม่สบายใจ เราอาจเลือกที่ทำสิ่งที่ช่วยลดความรู้สึกไม่สบายใจ และหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ยังไม่ทำ
ตอนนี้
ทันทีที่ปิดไฟล์แล้วหันไปทำอย่างอื่น ความกังวลอาจลดลงชั่วคราว เราจึงรู้สึกดีขึ้น เราก็จะมีแนวโน้มที่จะทำแบบนี้อีกเมื่อเจองานที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจคล้าย ๆ กัน
หนึ่งในแนวคิดทางจิตวิทยาที่ใช้อธิบายเรื่องการผัดวัน การผัดวันจึงสามารถมองผ่านเรื่องของ Emotion Regulation หรือการจัดการอารมณ์ ได้ เพราะบางครั้ง
เราเลือกสิ่งที่ช่วยให้ “รู้สึกดีขึ้นตอนนี้” แม้จะรู้ว่าจะทำให้ตัวเองเครียดมากกว่าเดิมในภายหลัง

ยิ่งอยากทำให้ดี ยิ่งเริ่มไม่ได้?
คนที่ผัดวันไม่ได้เป็นคนที่ไม่ใส่ใจเสมอไป ในทางกลับกัน บางคนกลับใส่ใจกับงานมากจนเริ่มต้นได้ยาก
โดยเฉพาะเมื่อมี Perfectionism หรือความต้องการทำให้สมบูรณ์แบบ
เช่น “ถ้าจะทำ ต้องทำให้ดี” “ห้ามผิด” หรือ “ถ้าผลงานไม่ดี คนอื่นจะคิดอย่างไร”
เมื่อมาตรฐานในใจสูงมาก การเริ่มงานจึงไม่ได้หมายถึงแค่การลงมือทำ แต่เหมือนกำลังเปิดโอกาสให้ตัวเองพบกับความผิดพลาด ความไม่แน่ใจ หรือความรู้สึกว่า “เราอาจไม่เก่งพอ”
การเลื่อนออกไปจึงช่วยให้ยังไม่ต้องเผชิญความรู้สึกเหล่านั้นในทันที
ทำไมยิ่งผัด ยิ่งเครียด แต่ก็ยังผัดต่อ?
ปัญหาคือความสบายใจจากการเลื่อนงานมักอยู่ได้ไม่นาน เพราะงานยังคงอยู่ และกำหนดส่งก็ใกล้เข้ามา
สำหรับบางคน วงจรอาจมีลักษณะประมาณนี้ ความกังวลจึงอาจตามมาด้วยความรู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือคิดว่า “ทำไมเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้” เมื่อรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้น การกลับไปเริ่มงานก็ยิ่งยาก และสำหรับบางคน อาจเกิดเป็นวงจรแบบนี้ เครียด→เลี่ยง→โล่งชั่วคราว→รู้สึกผิด →เครียดมากขึ้น
การด่าตัวเองว่า “ขี้เกียจ” จึงอาจไม่ได้ช่วยให้ลงมือทำง่ายขึ้นเสมอไป

ก่อนบังคับตัวเองให้ “ลงมือทำ” ลองถามว่าเรากำลังหลบอะไร
การจัดการกับการผัดวันอาจไม่ใช่แค่การทำตารางหรือบริหารเวลาให้ดีขึ้น แต่เริ่มจากการสังเกตว่าก่อนที่เราอยากจะเลี่ยงงาน มีความคิด ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นบ้าง
กลัวทำผิด? ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? งานใหญ่จนรู้สึกท่วมท้น? หรือกังวลว่าผลงานจะไม่ดีพอ?
เมื่อมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เราอาจแบ่งงานให้เล็กลง ตั้งเป้าเริ่มเพียงช่วง
สั้น ๆ เช่น 2 นาที 5 นาที 10 นาที หรืออนุญาตให้ร่างแรกยังไม่สมบูรณ์ แทนที่จะรอจนรู้สึกพร้อม เพราะหลายครั้ง เราไม่จำเป็นต้องรอให้รู้สึกมีแรงจูงใจก่อนก็ได้ เพราะบางครั้งแรงจูงใจอาจค่อย ๆ เพิ่มขึ้นหลังจากเราเริ่มลงมือทำแล้ว
การผัดวันไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนขี้เกียจเสมอไป
บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณว่า มีความรู้สึกบางอย่างที่เรายังไม่อยากหรือมีอุปสรรคอะไรบางอย่างที่ทำให้เริ่มต้นและทำงานได้ลำบาก
และเมื่อเราเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรที่ทำให้เริ่มต้นได้ยาก อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับตัวเองให้ขยันขึ้น แต่อาจเริ่มจากการเรียนรู้ว่า เราจะอยู่กับความไม่สบายใจหรืออุปสรรค แล้วค่อย ๆ ลงมือทำต่อได้อย่างไร.
เขียนโดย : วชิรญา บุรพธานินทร์ จิตแพทย์
เรียบเรียงโดย : ฐิติ ฐิติพันธุ์สรศักดิ์
โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital
โทร. 0-2589-1889 เว็บไซต์ bangkokmentalhealthhospital.com/



