ดูแลสุนัขหลังน้ำท่วมลดให้ครบทั้งใจและผิวหนัง พร้อมสัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม สถานการณ์อุทกภัยปีนี้ครอบคลุมหลายสิบจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร มีผู้ได้รับผลกระทบกว่าล้านครัวเรือน หลายพื้นที่เริ่มเห็นน้ำลด และกำลังเก็บกวาดฟื้นฟูบ้าน แต่สำหรับสมาชิกสี่ขา น้ำลดไม่ได้แปลว่าทุกอย่างกลับเป็นปกติ

มีผู้อ่านท่านหนึ่งฝากคำถามมา น้องหมาที่บ้านเลี้ยงนอกบ้าน ปกติชอบเล่นน้ำมาก แต่เมื่อน้ำท่วมเข้ามาถึงในบ้านนาน 3 วัน คืนแรกน้องต้องยืนแช่น้ำเพราะไม่มีที่หลบ พอเจ้าของยกโต๊ะมาให้ น้อง ๆ ก็แย่งกันขึ้นไปอยู่ หลังน้ำลดยังไม่กล้าลงพื้นบ้าน อุ้มลงเมื่อไรก็กระโดดกลับขึ้นโต๊ะ ตอนนี้เริ่มปรับตัวได้บ้าง แต่กลัวฝน ซึม และเลียเท้าบ่อยมาก

นสพ.วุฒิชัย ศุภจัตุรัส โรงพยาบาลสัตว์วุฒิชัย จึงขออธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้อง และเจ้าของควรดูแลอย่างไร ดังนี้น้ำเล่นสนุกกับน้ำท่วม ในสายตาของสุนัขไม่ใช่สิ่งเดียวกันแอ่งน้ำ สระว่ายน้ำ หรือทะเล คือน้ำที่น้องเลือกลงเอง และขึ้นจากน้ำได้ทุกเมื่อ สมองจึงจัดว่า “ปลอดภัย สนุก” แต่น้ำท่วมต่างออกไป ระดับน้ำสูงขึ้นเข้ามาถึงในบ้าน ไม่มีที่หนี ต้องแช่น้ำเย็นนานหลายชั่วโมง น้ำจึงเปลี่ยนจาก “ความสนุก” เป็น “ภัยคุกคามชีวิต” สิ่งที่น้องทำ คือ สัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ติดตัวสัตว์มาตามธรรมชาติ เจอภัยแล้วต้อง
หนีขึ้นที่สูง เมื่อรวมกับความทรงจำ จากเหตุการณ์ที่รุนแรง สมองจะจับคู่ว่า “พื้นบ้าน = อันตราย”และ “ฝนตก→น้ำท่วม” ได้จากประสบการณ์เพียงครั้งเดียว น้องจึงกลัวฝน ซึม และยังไม่ไว้ใจพื้น ทั้งหมดนี้เป็นกลไกปกติ ไม่ใช่ความดื้อ

ดูแลใจ ให้เวลาน้องค่อย ๆ ไว้ใจพื้นอีกครั้ง อย่าบังคับอุ้มลงพื้น ให้โต๊ะหรือแคร่ยกสูงเป็น “เซฟโซน” ไปก่อน ปูผ้าให้แห้งและสะอาด บ้านที่มีหลายตัว ควรมีที่ยกสูงพอให้ทุกตัว ลดการแย่งพื้นที่, ชวนลงพื้นด้วยขนมหรือมื้ออาหาร วางห่างจากเซฟโซนทีละนิด, ฝึกปรับความรู้สึกใหม่ (Counter-conditioning) เปิดเสียงฝนเบา ๆ ระหว่างกินข้าวหรือเล่น แล้วค่อย ๆ เพิ่มเสียงในหลายวัน, เวลาฝนตก อยู่ใกล้ ๆ อย่างสงบ การปลอบเบา ๆ ไม่ได้ทำให้น้องกลัวมากขึ้น แต่ห้ามดุหรือตี และ หากผ่านไป 2–3 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือตัวสั่น หอบ ทำลายข้าวของทุกครั้งที่ฝนตก ควรปรึกษาสัตวแพทย์

เลียเท้าไม่หยุด สัญญาณโรคผิวหนังที่ต้องรีบจัดการ อาการนี้คือเรื่องที่เจ้าของควรให้ความสำคัญที่สุด เท้าที่แช่น้ำนานหลายชั่วโมง ผิวหนังซอกนิ้วจะเปื่อยยุ่ย เหมือนนิ้วมือคนที่แช่น้ำนาน น้ำท่วมยังพาสิ่งสกปรกมาด้วย ทั้งน้ำเสีย ดินโคลน และเชื้อโรค ผิวที่เปื่อยเปิดทางให้แบคทีเรียและเชื้อยีสต์เข้าไป เกิดภาวะอักเสบระหว่างนิ้วเท้า (Pododermatitis) ทำให้คัน แดง และมีกลิ่น ยิ่งเลีย เท้ายิ่งชื้น ยิ่งอักเสบ กลายเป็นวงจรที่ไม่จบ

วิธีดูแลที่บ้าน แหวกซอกนิ้วตรวจทุกวัน ดูรอยแดง บวม แผล ตุ่มหนอง หรือคราบน้ำตาลแดงจากน้ำลาย, ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดหลังเดินพื้นเปียก แล้วซับให้แห้งถึงซอกนิ้ว ใช้ไดร์ลมเย็นช่วยได้ และให้น้องอยู่บนพื้นที่แห้ง, ถ้าเลียหนัก ใส่ปลอกคอกันเลีย (Elizabethan Collar) ชั่วคราว, ห้ามทาแอลกอฮอล์ ยาแดง หรือครีมของคนเอง เพราะอาจระคายเคืองและเป็นพิษเมื่อน้องเลีย ควรพบสัตวแพทย์เมื่อมีหนอง กลิ่นเหม็น เดินกะเผลก หรือดูแลแล้ว 3–5 วันยังไม่ดีขึ้น สัตวแพทย์จะตรวจหาเชื้อเพื่อเลือกยาให้ตรงจุด

ภัยเงียบปิดท้าย “โรคฉี่หนู” น้ำท่วมขังเป็นแหล่งเชื้อโรคฉี่หนู (Leptospirosis) ที่ปนมากับปัสสาวะหนู เชื้อเข้าทางผิวที่เปื่อยหรือมีแผล ระยะฟักตัวราว 1–2 สัปดาห์ อาการช่วงแรกคล้ายเครียด จึงถูกมองข้ามง่าย หากน้องซึมร่วมกับไม่กินอาหาร มีไข้ หรืออาเจียน ภายใน 1 เดือนหลังน้ำท่วม ให้พาพบสัตวแพทย์ทันที โรคนี้ติดต่อสู่คนได้ ควรใส่ถุงมือและรองเท้าบู๊ตเวลาเก็บกวาด ส่วนการเตรียมบ้านหลังน้ำลด เช่น น้ำดื่ม อาหาร ยุง และงูหนีน้ำ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งจะนำมาเล่าในโอกาสต่อไป

นสพ.วุฒิชัย ศุภจัตุรัส (หมอเอก) ฝากข้อคิดว่า “น้ำในบ้านลดได้ในไม่กี่วัน แต่ความกลัวในใจน้องอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ เรื่องใจ ขอให้ใช้ความอดทนและให้เวลา แต่เรื่องผิวหนังและอาการไข้ รอไม่ได้ ถ้าเห็นน้องเลียเท้าไม่หยุด หรือซึมผิดปกติ พามาให้หมอตรวจก่อนครับ”.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่