เขาไม่เคยหนีสภา และที่ฝ่ายค้านถามว่า การเดินทางไปพบผู้นำประเทศต่างๆที่ฝ่ายค้านบอกว่าเดินทางไปต่างประเทศแล้วได้อะไร เวลานี้ได้มา 1.7 ล้านล้านบาท ได้การส่งออกที่เพิ่มขึ้น 20% ได้การลงทุนและการขยายกำลังการผลิตของบริษัท ที่กำลังลังเลว่าจะไปหรือไม่ไปจากประเทศไทย รัฐบาลชุดนี้ไปบอกว่าให้เชื่อมั่นประเทศไทยและอย่าออกไป รวมถึงเปลี่ยนความเชื่อถือของสถาบันการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ จากที่มองภาพลบกลายเป็นมีเสถียรภาพ ส่วนการที่ไม่เข้าสภา เพราะมีภารกิจ ถ้าไม่มีภารกิจก็เข้า
ฝ่ายค้านมักจะพูดว่า “นายกฯหนีตอบกระทู้” , “นายกฯ หนีกรรมาธิการตรวจสอบ” ซึ่งในเรื่องกระทู้นั้น นายกฯหนูก็บอกชัดว่า “ที่ไม่ไปตอบกระทู้เพราะว่ามีรองนายกฯที่รับมอบหมายงาน และนโยบายไว้แล้ว หากกระทู้ถามตรงกับรัฐมนตรีคนไหน เขาก็ไปตอบ หรือถ้าเป็นข้อกฎหมายเชิงลึก ก็ต้องมอบหมายนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ไปตอบ” ..เอาจริง นายกฯ หนูเข้าสภาบ่อย เพียงแต่พอไม่ได้ให้ฝ่ายค้านสร้างภาพไล่ต้อนในสภา ฝ่ายค้านก็ว่าไม่เข้าสภา.. ซึ่งในความที่เป็นฝ่ายบริหาร ก็มีภารกิจมากมาย เขามอบหมายให้ “ผู้เกี่ยวข้อง”มาตอบก็ไม่ได้ผิด
ส่วนเรื่องไม่ไปตามคำเรียกกรรมาธิการนั้น คิดว่า นายกฯ คงมองเป็นเกมการเมืองของฝ่ายค้าน ซึ่งจะว่าไป ก็ไม่รู้ว่า “ประธานตุ๋ง”โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาจะสังคายนากรรมาธิการเมื่อไร ให้ชัดเจนเรื่องการตั้งเรื่องสอบของกรรมาธิการ ให้ตั้งเรื่องตรงคณะด้วย ไม่ใช่พอชื่อ กมธ.การเมือง แล้วจะสอบมันทุกอย่างได้ และกลั่นกรองการทำงานของ กมธ.ไม่ให้ซ้ำซ้อน ไม่ใช่ว่า พอเรื่องอยู่ในกระแสเล่นเป็นข่าวได้จะสอบมันสี่ห้าชุด ประธาน กมธ.สนใจเรื่องไหนจะเอาเป็นวาระต้องสอบเองหมด เกรงใจข้าราชการที่เขาต้องโดนเรียกมาให้ข้อมูลบ้าง
ในวันที่ 30 ต.ค.นายกฯหนู ไปเยือนภูฏาน ไปที่โรงแรม Pemako กรุงทิมพู พบกับชุมชนคนไทย และได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ในไทย ว่า “หลายอย่างกำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยอมรับว่า เรื่องการเมืองยังหนัก ความขัดแย้งรุนแรงกว่าในอดีต เอาความขัดแย้งส่วนตัวมารวมกับเรื่องการเมือง จึงทำให้ดูว่าสถานการณ์การเมืองรุนแรง แต่ภาพรวมไม่มีอะไรเลย รัฐบาลแข็งแรง และผลักดันนโยบายต่างๆออกมาได้ดี”
ซึ่งน่าสนใจว่า “เอาความขัดแย้งส่วนตัวมารวมกับการเมือง” อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ฝ่ายหนึ่งก็เชื่ออย่างนั้นว่า ฝ่ายค้านพยายามบีบให้นายกฯ มาตอบกระทู้ มาตอบ กมธ.เพื่อจะได้“ถลุง”ให้หนัก สาเหตุจากความแค้นก็น่าจะมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยในรัฐบาลอนุทิน 1 ไปหักกับพรรคประชาชนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“เสียงลือเสียงเล่าอ้าง”ว่า เหตุผลหนึ่งที่พรรคส้มเขายอมโหวตให้ภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ก็เพราะคิดว่า “เขาคงจะคุยกับ สว.ได้” ก็มันมีอะไรให้ชวนเชื่อได้ว่า “สว.จำนวนมากรู้จักคนพรรคน้ำเงิน” ..ที่อยากให้คุยกับ สว. ก็เรื่องให้ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมันต้องใช้เสียง สว. โหวตด้วย ซึ่งพรรคประชาชนดันไป “ตัดอำนาจแล้วกระทบอัตตา” สว. คือไปตัดอำนาจที่ สว.จะต้องเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พอถึงเวลาโหวต ปรากฏว่า พรรคน้ำเงินบอกสั่ง สว.ไม่ได้ แล้วไปเห็นชอบไม่ตัดอำนาจ สว. พรรคส้มรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสี่ยหนูยุบสภามันซะเลย
มันกลายเป็นความแค้น เพราะเรื่องไปโหวตหนุนพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ทำให้พรรคประชาชนเสียทั้งหน้า ทั้งคะแนนนิยม ..ปัญหาชายแดนไทย-เขมรยิ่งไปเพิ่มคะแนนพรรคภูมิใจไทย เพราะเสี่ยหนูท่าทีไม่ยอมเปิดด่านไม่ว่าจะอะไรทั้งสิ้น มีข่าวปล่อยในช่วงเลือกตั้งบอก “ผู้สมัคร สส.พรรคส้มบางคนหนุนเปิดด่าน” แล้วคนแถวชายแดนที่ไหนมันจะยอม เขมรยิงมาโครมๆ มันยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายอะไรเลย จะเปิดด่านให้มันมาหากิน เกียรติศักดิ์ของคนไทยอยู่ไหน ?
ฝ่ายหนึ่งก็ว่า “การที่พรรคส้มเล่นงานพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่ความแค้น” แต่เป็นเพราะเขากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้าน มันมีความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลจริงๆ โดยเฉพาะ “คนของพรรคภูมิใจไทยอยู่เบื้องหลังฮั้ว สว.หรือไม่” ก็ต้องลากไส้ตีแผ่ตรวจสอบ ซึ่งไม่ว่าอย่างไร ถ้าเอามาอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อได้ว่า เสี่ยหนูจะตอบให้แค่ว่า “ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลนี้” ซึ่งถ้ามองแบบไม่เอาอคติเข้าจับ มันก็ไม่ใช่การทำงานในนามรัฐบาล จะอภิปรายก็คือต้องพยามดึง พยายามยืดให้ไปโยงกับเรื่องคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ..หรือถ้าดึงดันจะอภิปรายจริงๆ เสี่ยหนูก็จะตอบอีกว่า “เรื่องอยู่ในศาล” เรื่องฮั้ว สว. นั้น ความหวังของฝั่งผู้ร้องคือต้องให้ศาลสั่งสอบเพิ่ม
ประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายค้านน่าจะพูดถึง ( รวมอยู่ในญัตติที่เขียนไว้กว้างมาก ) คือ “รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ดีแต่กู้” ไอ้คำว่า ดีแต่กู้ นี่แหละพยายามสร้างภาพของหนี้สาธารณะให้น่ากลัวเหมือนว่า ไทยจะสิ้นชาติแล้ว อีกหน่อยคนไทยจะอดตายทั้งแผ่นดิน.. ซึ่งมันยังไม่ถึงขั้นนั้น จะว่าคนไทยหนี้ท่วม ก็ต้องดูว่าหนี้ครัวเรือน หนี้ส่วนบุคคลใครก่อ …ที่ว่า เศรษฐกิจไม่ดี บางครั้งต้องพิจารณาในมุมที่ว่า “เราปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกทันหรือไม่”
ตัวอย่างเช่น ในแวดวงบันเทิงไทย ว่ากันว่าดาราตกงาน หนังละครมีแต่รีรัน สาเหตุที่สำคัญเพราะ “พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน” เขาไม่มานั่งเฝ้าหน้าจอตามเวลากันแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น สปอนเซอร์ก็ไม่ให้ผู้ผลิตเจ้าเดิม สปอนเซอร์เลือกทำการตลาดแบบตรงจุด อาจไปสนับสนุนอินฟลูเอนเซอร์ หรือสนับสนุนงานโชว์ตัวของดาราที่ส่งโฆษณาเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่า แม้แต่การขายสินค้าเกษตรเดี๋ยวนี้ยังทำผ่านไลฟ์ ดาราหลายๆ คนก็หันมาทำเครื่องสำอาง แทนรอรับงานละคร..นี่คือตัวอย่างของการต้องปรับตัวในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยน ไม่ปรับตัว เงินก็ไม่พอใช้อยู่ร่ำไป
ประเด็นการกู้ที่ฝ่ายค้านน่าจะเอามาเล่นงานรัฐบาล คือเรื่องโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดให้ครัวเรือนไทยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟฟ้าและขายพลังงานส่วนเกินให้กับรัฐ เบื้องต้นใช้เงินกู้ช่วยสนับสนุน 5 หมื่นล้านบาท เรื่องนี้น่าจะโดนตีประเด็นเอื้อนายทุน เพราะการกำหนดสเปคแผงโซลาร์ค่อนข้างสูง รัฐบาลอ้างว่า เพื่อคุณภาพของตัวอุปกรณ์ และความปลอดภัย
รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจล้มเหลวจริงหรือไม่ ถ้าเราฟังแต่ฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาล ก็ล้มเหลวแหละ ส่วนฝั่งรัฐบาลนั้น เสี่ยหนูได้ไปคุยกับคนไทยในภูฏานเรื่องเศรษฐกิจ ว่า “ตอนนี้ก็มีเงินลงทุนเข้าประเทศมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อจ้างงานถูก ส่งออกได้เพิ่มขึ้น หลักทรัพย์ได้รับความเชื่อมั่นจากทั่วโลกมากขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆที่จะมีการลงทุน สร้างฐานการผลิตสินค้า เพราะสามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปในภูมิภาคได้ หวังว่าหากทุกอย่างดีขึ้น โดยดูจากความรู้สึก ความเป็นอยู่ของประชาชน
การออกนโยบายไทยช่วยไทยพลัสก็ทำให้มีเงินหมุดเวียนในระบบ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แม้คนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึก แต่ร้านค้ายอดขายเพิ่มขึ้นก็มีรายได้เพิ่มขึ้น ในภาพรวม รัฐบาลมีการยกระดับทุกมิติขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็ง ที่มีปัญหากับกัมพูชา ปิดด่านทำให้สินค้าการเกษตรมีใช้ในประเทศมากขึ้น
ตัวชี้วัดต่างๆที่ทำให้ประเทศไทยดูแข็งแรง สามารถแก้ปัญหาได้มากขึ้น แต่ต้องใช้เวลา เพราะเราป่วยมานาน อย่างไรก็ตามขอให้รอดู GDP ปีนี้ น่าจะโตขึ้น มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น”นายกฯ กล่าว
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



