“มองไกล เห็นใกล้” พลันเรื่องเงียบก็ “ชะงัก” อยู่ที่เดิม จนเกิดคำถามจะทำอย่างไรให้การบังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง…
ส่อง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมอุดช่องโหว่มาหลายฉบับ อัพเดทปัจจุบันเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 มาตราที่น่าสนใจคือ “การตัดคะแนนความประพฤติ” ตามมาตรา 142/1 แม้ผู้มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาเปิดเผยหลักเกณฑ์การตัดคะแนนความประพฤติจาก 12 คะแนนต่อปี หากถูกตัดครบ 12 คะแนน ต้องพักใบอนุญาตขับรถ 3 เดือน แต่นั่นเป็นแค่การให้ความหวังเล็กๆที่ยังไม่เป็นจริง เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับ
จากข้อมูล กรมทางหลวง ขับรถเร็วเกินอัตรากำหนดเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ การขับรถเร็วยังมีผลต่อระยะหยุดที่ปลอดภัยต่อคนเดินเท้าที่ถูกชนด้วย มีข้อสังเกตในแง่กฎหมายถึงเรื่องนี้จาก ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผอ.สำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินในการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ตอนหนึ่งว่า
กฎหมายกำหนดอัตราโทษ กรณีขับรถเร็วเกินกำหนดไว้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด อาจไม่สอดคล้องความรุนแรงของการกระทำความผิด การขับขี่รถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดฝ่าฝืน มาตรา 67 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษตามมาตรา 152 ต้องโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ว่าจะขับขี่รถเร็วกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดมากน้อยแค่ไหน และไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถเร็วเกินกำหนด ณ สถานที่ใด ก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เหมือนกัน
“การขับขี่รถยิ่งเร็วมากเท่าใด หรือเป็นการขับขี่รถในสถานที่มีความเสี่ยงจะเกิดอันตราย เช่น หน้าโรงเรียน ย่านชุมชนหนาแน่น ความรุนแรงในการกระทำผิดย่อมมีมากขึ้น และมีโอกาสเกิดอันตรายและอุบัติเหตุได้มากขึ้น จึงควรกำหนดอัตราโทษที่แตกต่างกันตามความเร็วที่เกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดและตามสถานที่ที่ขับรถเร็วเกินกำหนด ว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่ออันตรายและอุบัติเหตุมากน้อยอย่างไร ซึ่งหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส และสหรัฐ ใช้การกำหนดอัตราโทษที่แตกต่างกันตามความเร็วและสถานที่ที่แตกต่าง เพื่อให้สอดคล้องกับความรุนแรง”
อัตราโทษที่กำหนดไว้ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีอัตราที่เบาเกินไป ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพความเป็นจริง ที่สำคัญหากจะพิจารณาให้มี ฐานความผิดและอัตราโทษเฉพาะ สำหรับการขับรถชนคนข้ามถนนบนทางม้าลาย น่าจะป้องปรามผู้ขับขี่ระมัดระวังทางม้าลายได้มากขึ้น
ไม่ปฏิเสธว่าความประมาทส่วนหนึ่งเกิดจากคนข้ามอย่างกระชั้นชิด แต่ยังมีคนเดินถนนที่เป็นกลุ่มคนเปราะบางต้องได้รับความคุ้มครอง เมื่อความปลอดภัยเป็นหนึ่งในคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เช่นนั้น เราจะวางใจฝากชีวิตไว้บนถนนในประเทศไทยได้อย่างไร.
“ระรักษ์”



