สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ว่าทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ใช้อำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายการผลิตในยามสงคราม (Defense Production Act) ให้คุ้มครองชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี หรือ 24 เดือน ครอบคลุมแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ จากกัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม และไทย โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าว แผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตและส่งออกจากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นสินค้าปลอดภาษี


ขณะที่เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุอีกว่า การมอบสิทธิพิเศษด้านการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ให้แก่ทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งสหรัฐนำเข้าเป็นสัดส่วนรวมกันสูงถึง 80% จะสามารถเป็น “สะพาน” ในช่วงที่ผู้ผลิตในสหรัฐกำลังเร่งเครื่องการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ให้สอดคล้องตามนโยบายพลังงานสะอาดของผู้นำสหรัฐ


นอกจากนี้ ไบเดนเตรียมใช้อำนาจจากกฎหมายการผลิตในยามสงครามฉบับนี้ กระตุ้นและเพิ่มโควตาการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องอีกหลายชนิด รวมถึง ฉนวนกันความร้อน เครื่องทำความร้อน เครื่องแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์สำหรับช้ในการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด อาทิ อิเล็กทรอไลเซอร์


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตันเกิดขึ้น หลังกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอยู่ระหว่างสอบสวนเป็นการภายใน จากข้อร้องเรียนของหลายฝ่าย ว่าผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ของจีนย้ายฐานการผลิตมายังกัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม และไทย โดยให้บริษัทในประเทศเหล่านี้ผลิตสินค้าด้วยชิ้นส่วนจากจีน ซึ่งกำลังเผชิญกับกำแพงภาษีสูงลิ่วจากสหรัฐ ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่า เป็นความจริง รัฐบาลวอชิงตันอาจเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นอัตราสูงถึง 250%


สำหรับกฎหมายการผลิตในยามสงคราม บัญญัติเมื่อปี 2493 ในสมัยสงครามเกาหลี เป็นการที่ประธานาธิบดีมีอำนาจโดยตรง สั่งให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้า และจัดลำดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องผลิต เมื่อเกิดภาวะขาดแคลน โดยทั้งไบเดนและผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้า คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้กฎหมายนี้มาแล้ว ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ขั้นวิกฤติ.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES