เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงสถานการณ์น้ำมันโลกในรอบนี้ ไม่ใช่วิกฤติระยะสั้น แต่เป็น “แรงกดดันต่อเนื่อง” จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และคอขวดด้านพลังงาน ลงเฟซบุ๊ก “Thon Thamrongnawasawat”
โดยอาจารย์ธรณ์ ระบุข้อความว่า “รายงานสถานการณ์ให้เพื่อนธรณ์ วันหยุดจะเขียนยาวหน่อย เริ่มจากน้ำมันดีเซล 50 บาทแล้ว มันจะขึ้นไปถึงไหน คำตอบแสนง่าย ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะการขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นเรื่อย เพราะน้ำมันที่เคยเติมใส่สต๊อกโลก มันหายไปทุกวันที่ช่องแคบปิด ในช่วงแรกๆ โลกยังพอมีสต๊อกเก่าถูไถ พร้อมปลอบใจว่าเดี๋ยวก็เลิกรบกันแล้ว แต่ผ่านไปเดือนเศษ สงครามไม่มีทีท่าว่าจะจบ สต๊อกเก่าหดหาย โลกจึงเข้าสู่โหมดแย่งกันซื้อ การแย่งกันจะแรงขึ้น จนกว่าช่องแคบจะเปิด มีน้ำมันเติมเข้าสต๊อกเพียงพอ ที่มีข่าวว่าอิหร่านเริ่มเปิดให้เรือผ่าน แบบนั้นยังน้อยมาก และไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่เข้าไปขนส่ง”


“บริษัทประกันก็ยังไม่รับทำ ที่เคยมีข่าวเมื่อหลายวันก่อนว่า อเมริกาจะส่งกองเรือคุ้มกัน นั่นก็เงียบไปแล้ว ปัจจัยสำคัญสุดจึงอยู่ที่ช่องแคบ เมื่อไหร่จะเปิด การเปิดช่องแคบไม่ใช่ง่าย ตราบใดที่อิหร่านยังไม่ยอม ยุคนี้ไม่ใช่ยุคก่อน สมัยนั้นต้องยึดปากทางเข้าออก ติดปืนใหญ่ วางทุ่นระเบิด แต่สมัยนี้มีทั้งโดรน เรือกามิกาเซ่ จรวด ฯลฯ ยิงจากตรงไหนก็ได้ แถมยังมีทุ่นระเบิดรุ่นใหม่ๆ ที่วางง่ายกู้ยาก การเปิดช่องแคบจึงไม่ใช่แค่ยึดจุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องยึดแนวชายฝั่ง หรือลึกเข้าไปกว่านั้น ที่สำคัญคืออิหร่านเตรียมการเพื่อปิดช่องแคบมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ใช่เพิ่งมาคิดเมื่อตอนเริ่มสงคราม เพราะช่องแคบคือสิ่งสำคัญสุด อิหร่านรู้ดีว่าสู้ชนะอเมริกาทางการรบไม่ได้หรอก แต่ตราบใดที่ปิดช่องแคบได้ โลกจะปั่นป่วน และความล่มสลายของเศรษฐกิจจะทำให้อิหร่านได้เปรียบ อีกสิ่งสำคัญคืออิหร่านต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน มิฉะนั้น หลายชาติในโลกจะช่วยกันบุกอิหร่าน”
โดยระเบิดชุดแรกคือจุดเปลี่ยนใน 2 ประเด็น
1.ผู้นำสูงสุดจากไป คนอิหร่านไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ก็กลับมามีใจรวมกัน สนับสนุนให้สู้ตาย
2.เด็กๆ และคุณครูจากไป กลายเป็นชนักปักหลัง ทำให้ชาติต่างๆ ไม่กล้าเข้าร่วม
อีกทั้ง “ลองคิดตาม ไม่เคยบอกเราว่าจะโจมตี แถมเริ่มต้นด้วยการถล่มโรงเรียน ฟังยังไงก็ไม่ดี แล้วจะให้เราเข้าร่วมสงครามแบบนี้ มันฟังดูแล้วแย่มาก แม้บางชาติจะส่งเรือไปบ้าง แต่ก็ไม่บอกว่าเข้าร่วมสงคราม แค่ไปคอยดูแลการขนส่ง แต่ถ้าดูแลแบบทะลวงเข้าไปในช่องแคบ เผชิญหน้ากับอิหร่าน ต้องรบกันเต็มกำลัง แบบนั้นอาจกลายเป็นสงครามเต็มตัว กระแสประท้วงสงครามแบบเต็มตัวก็จะเกิดในชาตินั้นๆ เราจึงมาถึงจุดที่ชะงักงัน ไปทางไหนไม่ได้ เพราะเมื่อเริ่มต้นก็ผิดแล้ว ทรัมป์ก็ทำได้แค่ขู่ ตั้งเส้นตายไปเรื่อย ล่าสุดก็ 48 ชั่วโมง (น่าจะถึงในวันจันทร์) มุกนี้ใช้บ่อยแล้วจนแทบไม่มีผล หรืออาจพูดกลับไปมา เช่น จะถอยแล้วนะทั้งหมดนั้นอาจเป็นเพราะไม่รู้เอาไงดี ก็พูดไปเรื่อย จะส่งทหารบุกเข้าไป เกิดความสูญเสีย คนอเมริกาก็คงประท้วงหนัก ขนาดเครื่องบินโดนยิงตก ยังเป็นข่าวดัง (ถึงตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่านักบินคนที่สองเป็นอย่างไร ช่วยได้หรือถูกจับ) ถ้าบุกแล้วมีทหารอเมริกาเสียชีวิต โดนจับเป็นเชลยเยอะๆ มันยิ่งไปกันใหญ่”
“เพราะมันมีแผลอยู่แล้วว่า จะรบไปทำไม อเมริกาได้อะไร ในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่อิหร่านให้สัมภาษณ์ ก็จะยืนยันเสมอว่า ทั้งหมดคือการป้องกันตัว เพราะอเมริกา/อิสราเอลเริ่มก่อน เราจำเป็นต้องโจมตีเพื่อป้องกันประเทศ มาถึงจุดนี้ อเมริกาอาจรบไปเรื่อยให้จรวด/โดรนของอิหร่านหมด แต่จะหมดเหรอ อย่างที่บอกไว้ อิหร่านเตรียมตัวมานาน ยิ่งถ้าเอาแค่ช่องแคบ ไม่ต้องพูดถึงการโจมตีระยะไกล แค่โดรนกับเรือกามิกาเซ่ก็พอแล้ว เรือน้ำมันเรือก๊าซไม่ใช่เรือรบ แต่ละลำวิ่งอืดถืด มีน้ำมันเพียบ แค่โดนก็อดซิลลาสะกิดก็ระเบิดตูม หากไม่เซฟจริง บริษัทประกันไม่กล้ารับประกัน เรือไม่กล้าเข้า สงครามจึงมาถึงจุดที่ชวนคนอื่นก็ไม่มา บุกภาคพื้นดินก็ไม่กล้า จึงได้แต่ถล่มทางอากาศ ตอนแรกถล่มเป้าหมายทางทหาร ถล่มฐานจรวด/โดรน แต่พบว่ายิงยังไงก็ไม่หมด เพื่อนธรณ์ลองคิดถึงประเทศที่ใหญ่กว่าไทย 3 เท่า เตรียมการมาเป็นสิบๆ ปี แม้จะโจมตีได้เยอะ แต่ก็ไม่หมด เหลือหน่อยเดียวก็ยังขู่ปิดช่องแคบได้ การโจมตีหลังๆ จึงเริ่มทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หวังว่าการถล่มหนักจะทำให้คนอิหร่านทนลำบากไม่ได้ ลุกฮือขึ้นมาล้มล้างการปกครอง ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ยังไม่เห็นแวว เวลาดูข่าวสงครามตอนนี้ จึงไม่ต้องดูว่ารบกันหนักขึ้นหรืออะไร เพราะแค่ช่องแคบไม่เปิด น้ำมันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว”
นอกจากนี้ “ยิ่งถ้ามีข่าวโรงน้ำมันโรงก๊าซโดนโจมตี ยิ่งเป็นตัวเร่ง ราคาน้ำมันวันนี้ ดีเซล 50 บาท ถ้าเป็นพรีเมียม 70 บาท ผมเคยเขียนไว้ว่า 50-60 บาทก่อนสงกรานต์อาจเป็นไปได้ ซึ่งมันก็เป็นไปแล้ว สงกรานต์ปีนี้ การท่องเที่ยวอาจเงียบหน่อย เพราะคนที่จองห้องไว้รอดูท่าที ถึงตอนนี้คงตัดสินใจแล้ว แม้แต่การไปต่างประเทศ บางสายการบินประหยัดก็อาจยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากน้ำมันพุ่งเกินคาด บินแล้วขาดทุนจะบินทำไม คืนเงินยังคุ้มกว่าบินไปด้วยซ้ำ หากยกเลิกเที่ยวขาไปพอว่า แต่ถ้าเป็นเที่ยวขากลับ นักเที่ยวก็คงลำบากหน่อย ได้เงินคืนมาก็ไม่คุ้มกับหาซื้อตั๋วใหม่ แม้แต่สายการบินที่ทำ hedging น้ำมันไว้ เมื่อหมดสัญญาในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ก็ต้องเพิ่มราคาพรวดหรือไม่ก็ต้องยกเลิกบางเที่ยวบิน เพราะการทำ hedging ในช่วงนี้แพงมากจนไม่คุ้ม ต้องใช้วิธีปรับค่าตั๋วไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ผมคงไม่ต้องบอกให้เพื่อนธรณ์ประหยัด วางแผนให้รอบคอบ ฯลฯ เพราะนั่นคือสิ่งที่บอกไว้ตั้งแต่บทความแรกเมื่อ 1 เดือนก่อน มาถึงตอนนี้เราคงเห็นผลกระทบแล้ว”
อย่างไรก็ตาม “สถานการณ์ยังต่างจากน้ำมันแพงในครั้งก่อนๆ เพราะพวกนั้นเป็นแบบกระชากเป็นวูบ ขึ้นไปแตะแล้วก็ดิ่งลง ขณะที่หนนี้เป็นแบบสร้างฐาน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจมีกระตุกบ้าง แต่เทรนด์คือเพิ่มขึ้น และอยู่นอกเหนือการควบคุมของตลาดหรือประเทศใด ทำให้ไม่รู้จุดจบ จึงเป็นการขึ้นแบบน่ากลัว จะส่งผลแรงและต่อเนื่อง จึงอยากแนะนำให้เพื่อนธรณ์ทำใจให้ร่าเริง หาความสุขแบบง่ายๆ ที่เหมาะสมกับเรา อย่าเครียดจนซึมเศร้า วางแผนการเงินร่วมกัน อย่าแอบลงทุนโดยที่คู่รักไม่รู้ อย่าหาหนี้ใส่ตัวหรือใส่ครอบครัวแบบฉับพลัน มีอะไรบอกกล่าวกันไว้ ค่อยๆ จับมือแล้วเดินไปด้วยกัน เก็บความฝันไว้ก่อน อยู่กับความจริงตอนนี้ให้รอดก่อน อย่าเอาอดีตมาตัดสินปัจจุบันและอนาคต พื้นฐานเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน เงินง่ายๆ หรือคำรับปากใดๆ ก่อนสงคราม ตอนนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากสถานการณ์อาจยาวนาน ระวังการยืมเงินทีละนิดละหน่อยเป็นดินพอกหางหมู เพราะหมูตัวนี้จะหางยาวมาก ดินจะพอกเรื่อยๆ จนหลังสงคราม หมูอาจนอนซมลุกไม่ขึ้น ลดสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันออกบ้าง อย่าอ้างว่าร่างกายต้องการ การเก็บเงินไว้ให้มากขึ้นคือการเยียวยาจิตใจในช่วงนี้ สู้ๆ ครับเพื่อนธรณ์”
ขอบคุณข้อมูล : Thon Thamrongnawasawat



