บ้านหลังใหญ่ เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน รถคันงาม ความรักที่สวยที่หล่อ เงินทอง หลายร้อยหลายพันล้าน เป็นความต้องการของมนุษย์ปุถุชน หลายคนคงคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่ามากที่สุด ที่เราต้องไขว่คว้ามาไว้ให้ชีวิต ทุกคนในโลกนี้ จึงพากันแสวงหา ทรัพย์สมบัติเงินทอง

เป็นความจริงอยู่ ที่ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องแสวงหาทรัพย์สมบัติเงินทอง โดยไม่เดือดร้อนเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น นอกจากใช้จ่ายในครอบครัวแล้ว ก็แบ่งปันต่อเพื่อนมนุษย์ที่ยากไร้ ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร และที่สำคัญคือ แบ่งเวลาที่แสวงหาเงิน มาแสวงหา “อริยทรัพย์” คือ ทรัพย์ภายใน

ทรัพย์สิน เงินทอง ที่เป็นวัตถุภายนอกนั้น เป็นทรัพย์ที่ไม่จีรังยั่งยืน เมื่อไม่มีสติรู้เท่าทัน มีแต่จะนำความทุกข์มาให้ผู้ครอบครอง เมื่อได้สูญเสียทรัพย์สินเหล่านั้นไป แต่ “ทรัพย์ภายใน” หรือ “อริยทรัพย์” คือ ทรัพย์อันประเสริฐ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จะติดตัวเราไปทุกที่ ไม่มีใครมาแย่งชิงไปได้ เพราะอริยทรัพย์ จะเป็นทุนทางใจ

ครั้งหนึ่ง “ราหุล” เคยเข้าไปขอทรัพย์สมบัติจากพระพุทธองค์ ในฐานะพระราชบิดา แทนที่พระพุทธองค์ จะประทาน “ทรัพย์ภายนอก” หรือ “โภคทรัพย์” ให้ “ราหุล” พระพุทธองค์กลับประทาน “ทรัพย์ภายใน” หรือ “อริยทรัพย์” ให้ “ราหุล” แทน
อริยทรัพย์ 7 ประการ ประกอบด้วย ศรัทธา คือ ให้เชื่อมั่นในความดี ในการทำดี ศีล ให้ประพฤติดีงาม รักษากาย รักษาวาจา ไม่ประพฤติเบียดเบียน ผู้อื่น หิริ มีความละอายต่อความชั่ว โอตตัปปะ มีความเกรงกลัวต่อผลของบาป พาหุสัจจะ หมั่นศึกษา หาความรู้ จาคะ คือ รู้จักการเสียสละ มีน้ำใจ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ ปัญญา รู้จักคิด มีเหตุมีผล รู้เท่าทันโลก ใช้ชีวิตตามความจริง 

การแสวงหา “ทรัพย์ภายนอก” หรือ “โภคทรัพย์” นั้น มีแต่จะนำทุกข์มาให้ แต่การแสวงหา “ทรัพย์ภายใน” หรือ “อริยทรัพย์” มีแต่จะนำความสุขที่ยั่งยืนมาสู่ชีวิต

“พระพุทธเจ้า” ทรงแนะนำสาวก ให้มีเป้าหมายในชีวิตถึง 3 ระดับ เป้าหมายระดับที่ 1 ได้แก่ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หรือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ที่มนุษย์ทุกคนต้องขยันหมั่นเพียรทำงานหาเงิน สร้างครอบครัว ทรงแนะนำวิธีไว้ 4 วิธี คือ ขยันหาทรัพย์สมบัติ รักษาทรัพย์ให้ดี มีกัลยาณมิตร และใช้ชีวิตให้เหมาะสม

“พระพุทธเจ้า” ท่านไม่ได้ปฏิเสธทรัพย์สมบัติภายนอก แต่ท่านบอกว่า “แค่สมบัติทรัพย์สินภายนอกนั้นยังไม่เพียงพอนะ ชีวิตเรายังมีภพหน้า ซึ่งไม่สามารถนำเอาทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวไปได้เลย” ฉะนั้น จึงต้องมีเป้าหมายในระดับที่ 2 คือ สัมปรายิกัตถะประโยชน์ ประโยชน์ในภายหน้า ประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ ความมีจิตใจเจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมความดี ทำให้ชีวิตนี้มีค่า และเป็นหลักประกันชีวิตในภพหน้า ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยธรรม 4 ประการ คือ สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค และ ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา

และเป้าหมายที่ 3 เป้าหมายสุดท้ายที่ “พระพุทธเจ้า” อยากให้พวกเราไปให้ถึง คือ ปรมัตถประโยชน์ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การทำใจให้เป็นอิสระจากความโลภ ความโกรธ ความหลง พัฒนาใจของตนสู่วิปัสสนาภาวนา จนถึงพระนิพาน อันไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ทรมาน เสียใจ เศร้าใจ อีกแล้วในโลกนี้

……………………………………

คอลัมน์ : ลานธรรม

โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี