ทำท่าว่าจะเป็น “มหากาพย์” ในแวดวงธุรกิจที่ซับซ้อนและลากยาว สำหรับกรณี “บิ๊กดีล” ควบรวม “ทรู-ดีแทค” สองบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่
เมื่อดีลนี้ มีทั้งเสียง “คัดค้าน” และเสียง “เชียร์” สนับสนุน ส่งผลให้คณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ( กสทช.) ชุดใหม่ ที่เข้ามารับตำแหน่งเจอ “งานหิน” ว่าจะฟันธงว่าอย่างไร? ควบรวมได้ หรือ ไม่ได้!!
ทำให้ 5 อรหันต์ กรรมการ กสทช.ที่เข้ามารับ “เผือกร้อน” ต้องเดินเกมให้รอบครอบที่สุด ว่าจะชี้ไป ทางไหน เพราะมีสิทธิ ได้ทั้ง “ช่อดอกไม้” หรือว่า “ก้อนหิน” จากฝั่งที่เชียร์ และค้าน“บิ๊กดีล” นี้
จึงได้ทำแผนงาน หรือ โรดแม็พ กรณีการควบรวมธุรกิจระหว่าง “ทรู-ดีแทค” โดย ตั้งอนุกรรมการเพื่อศึกษา และวิเคราะห์เรื่องดังกล่าว 4 คณะ คือ คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย คณะอนุกรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิพลเมือง คณะอนุกรรมการด้านเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการ ด้านเศรษฐศาสตร์

พร้อมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด (โฟกัสกรุ๊ป) ใน 3 กลุ่ม คือ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป รวมถึงให้คณะทำงานของสำนักงานกสทช. และ ที่ปรึกษาอิสระทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ และสังคม
โดยในช่วงที่ผ่านมาได้จัดทำโฟกัสกรุ๊ป ทั้งครั้ง 3 เรียบร้อยแล้ว โดยในกลุ่มภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง นั้น แน่นอนว่า ทางเอไอเอส ออกมา “ค้านหัวชนฝา” ระบุว่า การควบรวมทำให้ลดจำนวนผู้ประกอบการ เป็นการลดทางเลือกของประชาชน ทั้งด้านโปรโมชั่นราคา บริการหลังการขาย คุณภาพสัญญาณ และทำให้การแข่งขันทำสงครามราคา ที่มีมา 20 ปี ยุติลง เกิดการผูกขาด ส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทผู้รัเหมา ซัพพลายเออร์ ช่องทางจำหน่ายรายย่อย เช่น ลูกตู้ตามห้างฯ ไม่มีอำนาจต่อรอง!!
ซึ่งหากถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้ทำให้ผู้ถิอหุ้นเสียประโยชน์ ก็อาจต้องขอพึ่ง อำนาจศาลปกครองเป็นทางเลือกสุดท้าย!! ขณะที่ สมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมองว่าจะเป็นการทำให้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ เป็นของไทย มีการส่งเสริมระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัล เช่น กลุ่มสตาร์ทอัพ เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ฯลฯ
ส่วนการโพกัส กรู๊ป ครั้งที่ 2 ในกลุ่มผู้บริโภค ที่มีทั้ง สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) และตัวแทนจากเครือข่ายผู้บริโภค ประสานเสียงค้านหวั่นจ่ายค่าบริการแพงขึ้น!!
โดยทาง สอบ. ระบุว่า หากปล่อยให้มีการควบรวม จะทำให้ผู้บริโภคจำนวน 80 ล้านเลขหมาย จะต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มขึ้นรวม 1,760-13,600 ล้านบาทต่อเดือน!!

ขณะที่เครือข่ายผู้บริโภคที่มาจากจังหวัดต่างๆ ตั้งคำถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากดีลนี้? ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่มีใครออกมาให้ข้อมูลในส่วนนี้!?!
ขอแค่ “โทรติดง่าย สายไม่หลุด เน็ตไม่ล่ม” และคุ้มค่ากับการเสียเงินจ่ายค่าแพ็กเกจไปหรือไม่? เพราะทุกวันนี้ ในบางพื้นที่ต่างจังหวัดห่างไกล บางค่ายมือถือ ก็ยังมีจุดบอด ไม่มีสัญญาณอยู่!!
และล่าสุดในวงโพกัส กรู๊ป ครั้งที่ 3 ในกลุ่มนักวิชาการ ก็ได้มีการเปิดข้อมูลผลการศึกษา ผลกระทบทาง เศรษฐศาสตร์ โดย คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและวิเคราะห์กรณีการรวมธุรกิจ และทางเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ซึ่งใช้เวลาทำ 1 เดือน โดยใช้โมเดล Merger Simulation และ Upward Pricing Pressure Model (UPP) ซึ่งเป็นเครื่องมือ ที่ถูกใช้แพร่หลายในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา และ Economy Wide Model โมเดลทางเศรษฐศาสตร์ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบด้านราคาต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจว่า อัตราค่าบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 49.30-244.50% กรณีที่ร่วมกันในระดับสูง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพี กรณีร่วมมือระดับสูง จีดีพีลดลงในช่วง 94,427-322,892 ล้านบาท !!
อย่างไรก็ตามยังมีนักวิชาการบางส่วนมองว่า ผลการศึกษานี้อาจจะยังไม่ครบในทุกมิติ ขาดการนำข้อมูลด้านอื่นๆ มาประกอบด้วย และกรณี ดัชนี Herfindahl-Hirschman Index หรือ ดัชนีเอชเอชไอ ที่ วัดระดับการกระจุก และการผูกขาดของตลาดที่อยู่ในระดับสูงก็ไม่ได้หมายถึงอัตราค่าบริการจะสูงเสมอไป!!
ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในงานวิจัยและกรณีที่เกิดขึ้นในบางประเทศ สำหรับในส่วนของเรื่องราคาค่าบริการ ก็มีประกาศ กสทช.ที่สามารถใช้กำกับดูแลได้อยู่แล้ว!?!
ทั้งนี้ทางสำนักงาน กสทช.จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมด เสนอต่อ บอร์ด กสทช. ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา และเรื่องนี้ต้องได้ข้อสรุปว่า จะควบรวมได้หรือไม่? จะ “อนุญาต” หรือ “ไม่อนุญาต” ภายในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ต้องรอดู กรณี หนึ่งในกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ของคณะกรรมการ กสทช. หรือ ซูเปอร์บอร์ด ได้ยื่นศาลปกครองกลาง เรื่องการแก้ไขประกาศ กสทช. ปี 2561 ว่าชอบด้วยกฎหมาย และศาลจะมีสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการควบรวมหรือไม่?
ซึ่งหากไม่มีคำสั่งคุ้มครอง และ กรรมการ กสทช. ต้องลงมติตัดจบภายในกรอบระยะเวลาวันที่ 10 ก.ค.นี้นั้น แหล่งข่าวจาก กสทช. ระบุว่าไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบ “อนุญาตให้ควบรวม” ซึ่งเป็นผลดีต่อ เจ้าของ “บิ๊กดีล” ทรูและดีแทค เป็นผลเสียต่อเอไอเอส หรือ “ไม่อนุญาตให้ควบรวม” ที่จะเป็นผลเสียต่อฝั่ง “ทรู-ดีแทค” และผลดีต่อเอไอเอส ซึ่งไม่ว่าจะ “ออกหัว”หรือ “ออกก้อย” สุดท้ายแล้วฝ่ายที่เสียประโยชน์ก็ต้องรักษาสิทธิของตนเอง ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ขอพึ่งอำนาจศาลให้ตัดสินต่อไป
เรื่องนี้ก็ส่อกลายเป็น “มหากาพย์” ยื้อเวลาลากยาวต่อไป.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



