สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ว่า รัฐสภาแห่งศรีลังกาออกแถลงการณ์ว่าประธานาธิบดีโกตาพญา ราชปักษา เตรียมลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห แสดงความจำนงขอลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ รัฐสภาและรัฐบาลขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและเคารพกฎหมาย

ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลศรีลังกาบุกเข้าไปภายในบ้านพัก ในกรุงโคลัมโบ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารที่ล้มเหลว


แม้ยังไม่มีการแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการจากบุคคลทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของสถานการณ์ในศรีลังกา ซึ่งทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีนี้ จากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ จนโครงสร้างทั้งหมด “ล่มสลาย” ถึงขั้นไม่มีเงินชำระหนี้ และทำให้เกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพง ซึ่งรวมถึงการขาดแคลนเชื้อเพลิง


ขณะที่การประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ลุกลามบานปลายเป็นการที่มวลชนสามารถฝ่าการปะทะและแนวรั้วกั้นของเจ้าหน้าที่ จนเข้าไปภายในบ้านพักประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี ตลอดจนอาคารรัฐสภาหลังเก่า ที่ตั้งอยู่ในเขตใจกลางกรุงโคลัมโบได้สำเร็จ และมีการจุดไฟเผาทำลายบ้านพักของทั้งคู่ด้วย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอพยพคณะผู้นำศรีลังกาและครอบครัวออกไปยังสถานที่แห่งอื่นล่วงหน้าแล้ว

ตำรวจควบคุมฝูงชนของศรีลังกาฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อกดดันผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาล ในกรุงโคลัมโบ


อนึ่ง ธนาคารกลางศรีลังกาประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากอีก 100 จุด ขึ้นมาเป็น 15.50% และ 14.50% ตามลำดับ โดยเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยระดับสูงสุด นับตั้งแต่ปี 2544 เพื่อหวังควบคุมแรงกดดันมหาศาลจากวิกฤติเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของประเทศ หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติของศรีลังกา รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค ( ซีพีไอ ) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 54.6% นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ ที่ดัชนีซีพีไอสูงกว่า 50%.

เครดิตภาพ : REUTERS