เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภา มีมติแก้ไขมาตรา 23 เรื่องสูตรคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อจากหาร 100 เป็นหาร 500 และจะมีการพิจารณาต่อในวันที่ 26 ก.ค.นี้ ว่าที่ประชุมวิปรัฐบาลมีมติดำเนินการ 2 แนวทางคือ แนวทางที่ 1 เห็นควรดำเนินการตามข้อบังคับพิจารณาวาระ 2 เรียงตามลำดับมาตราจนจบ ถ้ามีประเด็นอะไรที่ไม่ชอบ ขัดหรือแย้งตามรัฐธรรมนูญ ต้องให้รัฐสภาเสนอขอความเห็นไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 ต่อไป หาก กกต.ยืนยันอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับ กกต. แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากกต. จะยืนยันกลับมาให้หาร 100 ตามที่เสนอร่างมาตั้งแต่ต้น

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางที่ 2 หากที่ประชุมรัฐสภาเห็นควรให้แก้ไขมาตราอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาตรา 23 หรือมีแนวทางใด เป็นอำนาจของที่ประชุมจะพิจารณา ทั้งนี้ หาก กกต. ชี้ว่าการแก้ไขของรัฐสภาที่ให้ใช้สูตรคำนวณหารด้วย 500 ไม่ขัดและเดินหน้าต่อไป เชื่อว่าจะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และถือเป็นที่สิ้นสุดเพราะผูกพันทุกองค์กร

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 26 ก.ค. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.​ต่อเนื่องในวาระสอง ที่ค้างประมาณ 10 มาตรา ขณะนี้มีกระแสข่าวงดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเพื่อกลับไปแก้ไขมาตรา 23 ว่าด้วยสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากเดิมที่มติของรัฐสภาเห็นชอบให้ใช้จำนวน 500 คนหาค่าเฉลี่ย ให้กลับไปเป็นใช้จำนวน 100 คนหาค่าเฉลี่ย หากเป็นประเด็นดังกล่าวสามารถเดินต่อไปด้วยกันได้ แต่หากกระบวนการยืนยันที่จะใช้จำนวน 500 หาค่าเฉลี่ย พรรค พท.คงไม่สามารถร่วมพิจารณาได้ แต่จะงดออกเสียงหรือไม่ร่วมลงมตินั้นต้องพิจารณาในการประชุมอีกครั้ง แต่จะอยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมเพื่อให้การพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญเดินหน้าต่อไปได้

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า การแก้ไขมาตรา 23 ให้ใช้จำนวน 500 คนหาค่าเฉลี่ยนั้น ถือเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบเพราะการฝ่ายบริหารแทรกแซงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งหากรู้ว่าเดินไม่ได้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะเลือกวิธีแก้ไขใดก็ตาม ทั้งเดินหน้าแก้ไขเนื้อหา เพื่อดันให้ผ่านวาระสาม เพื่อหวังให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำความเห็นส่งกลับมารัฐสภา พรรคเพื่อไทยจะไม่ยุ่งเกี่ยว

“หากสุดท้ายเสียงข้างมากยอมรับว่ารู้ว่าทำผิด และโหวตคว่ำ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ฐานะเสียงข้างน้อยหยุดเขาไม่ได้แต่คำถามสำคัญคือกระบวนการเลือกตั้งที่จะมาถึง ช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าต้องไปต่อได้อย่างไร หากเดินต่อไม่ได้ จะมีกฎหมายเลือกตั้งใดมารองรับหากรัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนด จะมั่นใจอย่างไรว่ายุติธรรมและเป็นคุณกับการเลือกตั้งกับทุกฝ่าย ดังนั้นเงื่อนไขที่รัฐบาลผูกไว้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ดึงดันอยากได้สูตร 500 คนหาค่าเฉลี่ย ต้องดำเนินการเอง แต่ฝ่ายค้านยืนยันจะไม่ร่วมหากการพิจารณานั้นเดินไปในทิศทางที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะหาทางออกด้วยการยื้อให้ร่าง พ.ร.ป.ทำไม่เสร็จภายใน 180 วัน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นวิธีหนึ่ง แต่ที่ผ่านมา กมธ.ใช้เวลาพิจารณาหลายเดือนและปรับแก้ไขหลายประเด็นจากร่างหลักที่ ครม.เสนอมา ดังนั้นหากจะให้ตกไปโดยครบ 180 วัน กังวลว่าประเด็นที่ กมธ.แก้ไขรายละเอียดเพื่อให้เกิดความรัดกุม และเป็นประโยชน์กว่าร่างเดิมของ ครม.ต้องตกไปด้วย ดังนั้นในทิศทางลงมติของพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาข้อเสนอในที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง.