จากกรณีที่ นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ด้านการระบายน้ำ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า “ลงพื้นที่สถานีสูบน้ำด้านออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสถานีสามเสนและบางซื่อ เพื่อพัฒนาการรับน้ำให้มากขึ้นและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำ โดยสถานีสามแสนมีปั๊มน้ำขนาด 3 ลบ.ม./วินาที จำนวน 15 เครื่องประสิทธิภาพรวม 45 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบัน กำลังการสูบไม่น่าจะเกิน 30% เครื่องเก็บ ขยะใช้งานไม่ได้ สถานีบางซื่อ มีปั๊มน้ำ ขนาด 3 ลบ.ม./วินาที จำนวน 17 เครื่อง ประสิทธิภาพรวม 51 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันกำลังการสูบไม่น่าเกิน 30% เครื่องเก็บขยะใช้งานได้ 2 เครื่อง จาก 17 เครื่อง ทั้ง 2 สถานี เป็นสถานีที่สำคัญมากที่จะช่วยตัดยอดน้ำทั้งคลองลาคพร้าว และแสนแสบ ออกจากพื้นที่ลงสู่เจ้าพระยาได้สั้นที่สุด และทั้งสองสถานีไม่มีปั๊มดีเซลที่เป็นตัวสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าดับ”


เมื่อวันที่ 28 ก.ค. รายงานข่าวจากสำนักการระบายน้ำ (สนน.) เปิดเผยว่า ที่สถานีสูบน้ำคลองบางซื่อ มีเครื่องสูบน้ำ 17 เครื่อง มีประสิทธิภาพการสูบ 51 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) มีเครื่องเก็บขยะ 11 เครื่อง ใช้ได้ 2 เครื่อง ส่วนที่สถานีสูบน้ำสามเสน มีเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง มีประสิทธิภาพการสูบ 30 ลบ.ม./วินาที มีเครื่องเก็บขยะ 10 เครื่อง ใช้งานได้ 3 เครื่อง
ทั้งนี้ การประเมินประสิทธิภาพการสูบน้ำจะต้องติดตั้งเครื่องวัดอัตราการไหลของน้ำที่สูบมา พร้อมทั้งใช้หลักวิศวกรรมมาคำนวณ ตลอดจนตรวจสอบความสูงของระดับน้ำภายในและนอกสถานีสูบน้ำ ไม่ใช่การประเมินด้วยตัวเอง

ส่วนเครื่องเก็บขยะนั้น สำนักการระบายน้ำ ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องเครื่องเก็บขยะเสียมาเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยได้จัดเจ้าหน้าที่จัดเก็บขยะทดแทนอยู่แล้ว สาเหตุที่ไม่ได้จัดซื้อเครื่องเก็บขยะหรือซ่อมแซม เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ เพราะต้องนำไปใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ของการป้องกันน้ำท่วมที่สำคัญและเร่งด่วนก่อน
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2566 สนน. ได้ขอจัดสรรงบประมาณ เพื่อปรับปรุงสถานีสูบน้ำใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ มีการใช้งานมามากกว่า 15 ปี ขณะที่ปั๊มน้ำดีเซล เพื่อสำรองนั้น ไม่เคยมีมา 20 ปีแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเฟซบุ๊ก ชื่อ “อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี” ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพดังกล่าว ได้มีการแชร์ข้อมูลต่อๆ กันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีการลบโพสต์แล้ว



