ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตเพิ่มทุกปี ส่งผลให้ตลาดขนส่งพัสดุ ก็มีการแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นในแบบ “เลือดสาด” เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศที่มีเงินทุนหนา พร้อมทุ่มเงินไม่อั้น แม้ผลประกอบจะขาดทุนก็ยังสู้ “ถมเงินใส่” เรียกว่าใครสายป่านยาวก็อยู่ได้ ใครทุนน้อย ก็มีสิทธิล้มหายตายจากตลาดไป!!

ทิศทางตลาดขนส่งพัสดุจะเป็นอย่างไร วันนี้ “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท ได้ฉายภาพให้เห็นหลังดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรที่ถือเป็นสันหลังของประเทศด้านโลจิสติกส์ มาครบ 1 ปี

ปรับตัวสู้เอกชน

“ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” เล่าว่า ด้วยความที่เป็นองค์กรรัฐถือหุ้น 100% ทำให้มีขั้นตอนการดำเนินการจำนวนมาก การจะแข่งขันกับเอกชนที่มาจากต่างชาติในรูปแบบสตาร์ทอัพ ที่คิดเร็วทำเร็ว ทำให้ต้องปรับองค์กร ให้ระบบทำงาน มีความเร็วมากขึ้นแต่ยังมีคุณภาพอยู่ โดยให้บริการรับฝากทุกวัน และนำจ่ายของทุกวัน ผ่านไปรษณีย์จังหวัด ห้างสรรพสินค้า ไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ กว่า 10,000 แห่ง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเพื่อให้เป็นเอกชน

“คนรุ่นใหม่ยังจำภาพ ปณท เป็นบริการของรัฐ คิดว่าเราช้า แพง ไม่ใช้ ทั้งที่ความจริงเราส่งได้แบบส่งวันนี้ถึงพรุ่งนี้ ของไม่เสียหาย แต่คนรุ่นใหม่ต้องการง่าย เร็ว สะดวก เดินออกจากบ้านเจอร้านก็ส่ง แต่การจะไปเช่าตึกตามตรอกซอยแบบเอกชน อาจทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของรัฐ เราจึงเร่งพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ มารองรับ เช่น เปิดรับฝาก 24 ชั่วโมงบางสาขา อำนวยความสะดวกให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไลฟ์เสร็จแพ็กของส่งได้เลย หรือการเข้ารับของถึงที่บ้านหรือพิกอัพเซอร์วิส หรือส่งจำนวนมากๆ ก็มีราคาพิเศษ ฯลฯ”

ตลาดแข่งดุเผาเงินเล่น!!

“ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” บอกต่อว่า ทุกวันนี้ตลาดขนส่งพัสดุ มีการแข่งขันกันรุนแรง ใช้กลยุทธ์ราคาต่ำกว่าทุน เพื่อแย่งลูกค้า เพราะ “ราคา” คือปัจจัยสำคัญในการใช้บริการ โดยเฉพาะ พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ต้องการเซฟต้นทุน เราจึงได้เห็นขนส่งเอกชน “ดัมพ์ราคาต่ำกว่าต้นทุน” เหลือ 10 บาท 15 บาท ถามว่าทำไมยังอยู่ได้ แม้ “เข้าเนื้อ” หรือ“เผาเงินเล่นๆ” ไปวันๆ เพราะ ขนส่งเอกชนเหล่านี้มีกลุ่มทุนยักษ์ต่างชาติถือหุ้น เมื่อเงินหมดก็ระดมทุน ครั้งละหลายพันล้าน หมื่นล้าน ใช้วีธีแบบสตาร์อัพ ทุ่มเงินช่วงแรก หวังผลในระยะยาว เมื่อใครไม่ไหว ก็ล้มหายออก จากตลาดไป จากนั้นก็ทำให้ตนเองเป็นเจ้าตลาด ก็มีผลกับหุ้นในต่างประเทศ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะขึ้นราคาก็ไม่มีคู่แข่ง ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก

“กลไกลของตลาดแข่งขันกันแบบไม่ปกติ เล่นสงครามราคาต่ำกว่าทุน ถ้า ปณท ไม่ลงไปเล่นก็จะทำให้เสียลูกค้า และทำให้ดึงคืนได้ยาก จึงต้องออกบริการมาแข่ง แต่จะทำได้นานเท่าไรไม่สามารถบอกได้ เพราะข้อจำกัดคือกระแสเงินสดเรามีจำกัด เราไม่มีวิธีการระดมทุน ส่วนต้นทุนเรื่องน้ำมันแพงก็สูงขึ้น 30% ขณะที่ต่างชาติมีนักลงทุนเติมเงินมาเรื่อยๆ แต่หากเป็นแบบนี้ จะไม่ส่งผลดีต่อตลาดขนส่งพัสดุในอนาคต”

“ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” เล่าต่อว่า ผลกระทบเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการตัดราคาทำให้ยังไม่มี ขนส่งเอกชนรายใดมีกำไร ขณะที่ ปณท รายได้ลดลง 10%  ซึ่งในปี 64 ปณท ขาดทุน 1,600-1,700 ล้านบาท ส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก  57% เมื่อ 2 ปีก่อน เหลือ 45% ในปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของ ปณท มาจาก การส่งพัสดุ 40% ไปรษณีย์ภัณฑ์ 30% ขนส่งต่างประเทศ 20% และบริการทางการเงิน 10%

ถึงเวลาต้องกำกับดูแล?

ในปัจจุบันระบบลอจิสติกส์ หรือการขนส่ง ถือเป็นความมั่นคงของประเทศอย่างหนึ่ง ในช่วงเกิดวิกฤติด้านต่างๆ ทาง ปณท ถือเป็นองค์กรขนส่งของชาติได้เข้าไปสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น การขนส่งยาและอุปกรณ์เวชภัณฑ์ต่างๆ ในวิกฤติโควิด-19 การช่วยเกษตรกรระบายผลไม้ ฯลฯ เพราะ ปณท อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จึงต้องทำหน้าที่ให้รัฐบาล เพื่อช่วยสังคมเมื่อวิกฤติ ซึ่งก็ถือเป็นต้นทุนส่วนหนึ่ง!!

ภารกิจทางสังคมเหล่านี้ หากไปขอให้เอกชนช่วยก็คงไม่ทำ ปณท จึงต้องดำเนินธุรกิจให้อยู่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับประเทศ เพราะถือเป็นความมั่นคงของประเทศอย่างหนึ่ง ซึ่งถึงเวลาหรือยัง? ที่ธุรกิจขนส่ง ของประเทศไทยต้องมีองค์กรหรือหน่วยงานเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลเหมือนธุรกิจอื่นๆ เช่น การเงิน ที่มี ธปท.ดูแล, โทรคมนาคม มี กสทช. ฯลฯ ในการทำหน้าที่ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการ กำกับดูแลราคา และ คุณภาพบริการ ฯลฯ เหมือนเช่นในฝรั่งเศล ที่มีการกับดูแลอย่างเป็นระบบพร้อมสนับสนุนเงินให้บริษัทขนส่งของรัฐด้วย

เพิ่มรายได้บริการใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม ปณท ไม่ได้หวังพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว  “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” บอกว่า  เมื่อเป็นองค์กรรัฐ ก็มีข้อดีบ้างในเข้าไปพาร์ทเนอร์กับองค์กรภาครัฐได้ง่ายและเร็ว เพื่อใช้ทรัพยากรของประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม ให้บริการประชาชน และเพิ่มรายได้จากช่องทางใหม่ๆ เช่น การให้บรุษไปรษณีย์ เข้าไปช่วยตรวจสอบทรัพย์สิน ของสถานบันการเงินในพื้นที่ต่างๆ การร่วมมือกับ บขส. การรถไฟแห่งประเทศไทย ในอนาคต ฯลฯ

นอกจากนี้ปรับระบบสายขนส่งใหม่ ให้รอบการวิ่งแต่ละวันจำนวนกิโลเมตรวิ่งน้อยลงลดผลกระทบจากราคาน้ำมัน แต่ยังมีคุณภาพ พร้อมผลักดันให้บรุษไปรษณีย์ที่มีอยู่ 2 หมื่นคนทั่วประเทศเสนอขายสินค้าและ บริการของพาร์ทเนอร์ต่างๆ เพื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำบริษัทลูกของ ปณท คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชัน จำกัด เข้าจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต เป็นต้น

ทั้งหมดเป็นภาพการแข่งขันในตลาดขนส่งพัสดุ และการปรับตัวขององค์กรขนส่งของรัฐ เพื่อให้สามารถที่จะแข่งขันและให้บริการประชาชนได้อย่างยั่งยืนตลอดไป.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์