ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกจัดทำร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่า ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งภาวะปัจจุบัน และในระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้น ตามกิจกรรมและการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดยาวในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ควบคู่กับการทำโปรโมชั่นของร้านค้าเพิ่มเติมในช่วงนี้ แต่กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ และต้นทุนสินค้าที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีก
ขณะเดียวกันผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าหลายรายการปรับสูงขึ้น รวมถึงมีการใช้จ่ายและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาว โดยผู้ประกอบการยังกังวลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่จะถูกซ้ำเติมจากการปรับเพิ่มราคาสินค้าและอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ได้สำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทย เดือน ก.ค.65 พบว่า การฟื้นตัวของธุรกิจในภาคการผลิตทรงตัว ขณะที่ภาคที่มิใช่การผลิตปรับดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังจากที่มีนโยบายการเปิดประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวม ซึ่งธุรกิจมีความกังวลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน เนื่องจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง กดดันกำลังซื้อในระยะต่อไป ซึ่งภาคธุรกิจที่กังวลด้านปัญหาการขนส่งที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากค่าระวางเรือที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะปรับลดลงบ้างแล้ว ส่วนภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการผลิต พบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปปรับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับ 2 ที่ทำให้ธุรกิจยังไม่กลับฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิด
ทั้งนี้การฟื้นตัวของการจ้างงานใกล้เคียงกับเดือนก่อนและธุรกิจลดการใช้นโยบายปรับเปลี่ยนการจ้างงาน สอดคล้องกับการฟื้นตัวของธุรกิจ ตามการทยอยกลับมาดำเนินตามปกติหลังรัฐบาลผ่อนคลายนโยบายการเปิดประเทศ และความกังวลต่อการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่ลดลง
ขณะที่ธุรกิจในภาพรวมมีสภาพคล่องใกล้เคียงเดิม มีบางธุรกิจลดการสะสมวัตถุดิบคงคลัง ได้แก่ การผลิตยานยนต์ การค้าส่ง และการค้าปลีก โดยเฟ็นการสะสมสต๊อกน้อยกว่า 1 เดือน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จะสะสมสต๊อกอยู่ในช่วง 2-3 เดือน ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาทที่ทำให้ธุรกิจสะสมสต๊อกลดลง
ด้านธุรกิจประมาณครึ่งหนึ่งทั้งในภาคการผลิตและมิใช่ภาคการผลิต คาดกำไรสุทธิจะลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น แต่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้จำกัด โดยภาคการผลิตได้รับผลกระทบมากกว่าภาคที่ไม่ใช่การผลิต แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคที่ไม่ใช่การผลิต คาดว่ากำไรสุทธิจะมากกว่าที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปีมีสัดส่วนถึง 23% เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เร็วกว่าคาด
สำหรับเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้น พบว่าลูกจ้างธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องขอปรับขึ้นค่าจ้าง แต่ในช่วงข้างหน้ามีแนวโน้มปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มของภาคธุรกิจ เนื่องจาก 1 ใน 4 ของธุรกิจที่มีลูกจ้าง ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่า 50% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคการผลิต



