เมื่อรัฐบาลมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องควักกระเป๋าอย่างน้อย 60,000 – 70,000 ล้านบาท ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ สำหรับทำคนละครึ่งพลัส และบัตรคนจน ไม่นับรวมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการช่วยเหลือเอสเอ็มอีภาคต่างๆ เพื่อต่อลมหายใจประชาชนไปต่อได้ในภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ วันนี้เรามาดูกันว่า กระเป๋าเงินของรัฐบาลในการที่จะรับมือวิกฤติเหลือมากน้อยแค่ไหน

1. งบกลาง: “เงินก้นถุง” ที่เริ่มร่อยหรอ

ด่านแรกที่รัฐบาลมักหยิบมาใช้คือ งบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

  • สถานะปัจจุบัน: งบกลางที่ใช้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจเหลืออยู่เพียงราว 25,000 ล้านบาท
  • ปัญหา: ตัวเลขนี้ “สอบตก” ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะน้อยกว่าเป้าหมายที่ต้องการถึง 3 เท่า หากจะเอามาลดค่าครองชีพหรือแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ งบก้อนนี้แทบจะไม่ระคายผิววิกฤต

2. พ.ร.บ. โอนงบประมาณ: “รื้อลิ้นชัก” มาจัดสรรใหม่

ทางเลือกที่ดูดีในเชิงวินัยการคลังคือการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หรือการไปดึงเงินจากหน่วยงานต่างๆ ที่เบิกจ่ายไม่ทันกลับมาเป็นงบกลาง

  • ข้อดี: ไม่ต้องเป็นหนี้เพิ่ม เพราะเป็นการ “บริหารเงินที่มีอยู่แล้ว” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ข้อจำกัด: ช้า: ต้องผ่านสภาฯ ใช้เวลา 2-3 เดือน ซึ่งอาจไม่ทันการ
    • ติดหนี้เก่า: ที่สำคัญกฎหมายบังคับให้ต้องแบ่งเงินก้อนนี้ไปใช้คืน “เงินคงคลัง” ก่อน ตัวอย่างเช่น หากดึงเงินมาได้ 1 แสนล้าน แต่ต้องใช้หนี้เงินคงคลังไป 7-8 หมื่นล้าน รัฐจะเหลือเงินใช้จริงแค่ 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งก็ยัง “ไม่พอ” อยู่ดี

3. งบลับ 5 หมื่นล้าน: “ไม้ตาย” ที่ยังไม่เคยถูกใช้

นี่คือทางเลือกที่น่าจับตามองที่สุด คือการใช้ เงินทุนสำรองจ่ายตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 45

  • วงเงิน: สูงสุดถึง 50,000 ล้านบาท
  • เงื่อนไข: ครม. สามารถอนุมัติได้ทันทีหากมีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งวิกฤติพลังงานและสงครามในขณะนี้ถือเป็นเหตุผลที่ “ฟังขึ้น”
  • ความน่าสนใจ: นับตั้งแต่มีกฎหมายนี้มา ยังไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าแตะเงินก้อนนี้เลย หากรัฐบาลปัจจุบันตัดสินใจใช้ จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเงินการคลังไทย และจะเป็นบทพิสูจน์ความกล้าตัดสินใจท่ามกลางทางตัน

4. พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน: “ยาแรง” ที่แลกด้วยความเสี่ยง

สุดท้าย หากทางเลือกข้างต้นยังไม่สามารถถมช่องว่างได้ โจทย์เรื่องการออก พ.ร.ก. กู้เงิน ระดับ 5 แสนล้านบาท (คล้ายยุคโควิด) ก็จะถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

“ทางเลือกนี้คือยาแรงที่มีผลข้างเคียงสูง” ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 70% ของ GDP และเราเหลือพื้นที่ให้หายใจอีกเพียงแค่ราว 4% เท่านั้น หากมีการกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท:

  1. ทะลุเพดาน: เพดานหนี้จะขยับขึ้นไปแตะ 75-80% ทันที
  2. หนี้ต่อหัว: คนไทยทุกคนจะต้องแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  3. ความเชื่อมั่น: เสี่ยงต่อการถูกลดอันดับเครดิต (Credit Rating) จากสถาบันการเงินโลก ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศในอนาคต

บทสรุป

สถานะทางการเงินของรัฐบาลในขณะนี้เปรียบเสมือนคนชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงขึ้นอยู่ว่าจะเลือกเดินหน้าต่ออย่างไร ระหว่าง “การรอมติสภาที่เนิ่นนาน” “การใช้กลไกพิเศษที่ไม่เคยมีใครใช้” หรือ “การกู้เงินก้อนโตมาโปะหนี้” ทุกทางเลือกมีราคาที่ต้องจ่าย