นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลัง ปณท จะเน้นการให้บริการขนส่งที่มีคุณภาพ ให้บริการรับฝากสิ่งของได้ทุกประเภท ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกกลุ่ม โดยส่งของตรงเวลา และของไม่เสียหาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในด้านราคาที่ต่ำกว่าทุน สร้างตลาดให้เติบโต ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้จะขยายไปยังธุรกิจรีเทล หรือค้าปลีกมากขึ้น โดยจับมือกับชุมชนต่างๆทั่วประเทศไทย เพื่อเสนอขายสินค้าทั้งในแบบออนไลน์ ผ่านอีมาร์เกตเพรส คือ ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท และทางออพไลน์ ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และบุรุษไปรษณีย์ ที่มีอยู่กว่า 2 หมื่นราย ที่รู้จักคนในชุมชนอย่างดี มีข้อมูลเชิงลึก มีสินค้าของดีอะไร และรู้ว่าบ้านแต่ละบ้านชอบอะไรต้องการสินค้าอะไร ซึ่งคาดว่าจะช่วยทำรายได้ประมาณ 500 ล้านบาทในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านบาทในปี 64

“ครึ่งปีหลังเราจะมีบริการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาช่องทางเพิ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับองค์กรภาครัฐ เช่น บขส. และ รฟท. ฯลฯ โดย ปณท จะทำหน้าที่ขนส่งจากสถานีปลายทางไปยังบ้านประชาชน การร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มขายออนไลน์ เพื่อรับส่งสินค้าให้แม่ค้าออนไลน์ และแพลตฟอร์มดิลิเวอรี่ พร้อมขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ เช่น รถไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งกำลังคุยรายละเอียด โดนเฉพาะรถไฟฟ้า เราต้องปรับเปลี่ยนเป็น กรีน โลจิสติกส์ หันมาใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นจากในปีนี้ที่จะมีจำนวน 250 คัน และเพิ่มเป็น 500 คันในปีหน้า ทำอย่างไรจะเปลี่ยนจากผู้ซื้อ มาเป็นผู้ลงทุนได้ในอนาคต”

โดยล่าสุดยังได้จับมือกับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ดำเนินโครงการทดสอบยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้าและพัสดุ รวมถึงการนำร่องการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อขนส่งสินค้าและพัสดุ กับ ฮอนด้า ด้วย

นอกจากนี้ยังได้มีแผนขยายเครือข่ายจุดให้บริการเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีกว่า 11,000 จุด เพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เน้นจุดให้บริการ อีเอ็มเอส พ้อยท์ ทั้งในย่านชุมขนและเขตเมือง โมเดิร์นเทรด รวมถึงการจับมือกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที โดยใช้ ศูนย์บริการเอ็นที เป็นจุดรับฝาก ซึ่งนำร่องไปแล้ว 60 แห่ง เพื่อให้จุดดังกล่าวเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมของในชุมชน ลดอัตราการเข้ารับสินค้าถึงบ้าน

นายดนันท์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดขนส่ง มีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี ทำให้มีผู้เล่นจากต่างประเทศ เข้ามาทำตลาด เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ตลาดการส่งพัสดุด่วนคาดว่า ปี 65-67 จะเติบโต 11-12% ต่อปี แต่ก็มีการแข่งขันรุนแรง โดยทาง ปณท กำลังพัฒนาระบบให้สามารถจัดส่งสินค้าถึงจุดหมายในวันถัดไปให้ได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในอนาคตข้างหน้า  ซึ่งปัจจุบันทำได้เกือบทุกพื้นที่ในเมืองกับเมือง ยกเว้นพื้นที่ห่างไกล เช่น จ.แม่ฮ่องสอน ยะลา ฯลฯ โดยได้ลงทุนพัฒนาระบบไอทีกว่า 100 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อระบบต่างๆได้ เพื่อพัฒนากระบวนการทั้งระบบให้ทำงานเชื่อมโยงกันโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า อย่างไรก็ตามตัวเลข ขนส่งพัสดุในไตรมาส 4 ปีที่แล้วเทียบกับไตรมาส 1ของปีนี้มีปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่ ปริมาณของเสียหายหรือของต้องติดตามลดลง 46% โดยในปี 64 ที่ผ่านมา ปณท มีรายได้ 21,000 ล้านบาท