สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่า นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) กล่าวว่า นับตั้งแต่รัสเซียและยูเครนบรรลุข้อตกลงร่วมกัน โดยมีการลงนามที่ตุรกี เมื่อเดือนที่แล้ว และมียูเอ็นทำหน้าที่คนกลางนั้น เรือบรรทุกสินค้าทยอยเข้ามาลำเลียงธัญพืช และอาหารอีกหลายชนิด ออกจากท่าเรือหลายแห่งในทะเลดำของยูเครนไปแล้วมากกว่า 650,000 ตัน
อย่างไรก็ดี กูเตร์เรส กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของรัสเซียยังคงมีความสำคัญสำหรับห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็นแผนการขั้นต่อไปของยูเอ็น ในการฟื้นคืนเส้นทางให้มีการเข้าถึงอาหารและผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นของรัสเซีย โดยปราศจาก “สิ่งกีดขวาง” ที่หมายถึงมาตรการคว่ำบาตร
ทั้งนี้ เลขาธิการยูเอ็น กล่าวด้วยว่า หากพื้นที่การเกษตรของโลกไม่มีปุ๋ยเพื่อการเพาะปลูกในปีนี้ ย่อมหมายความว่าโลกจะไม่มีอาหารเพียงพอแก่ความต้องการในปีหน้า ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากการระบายธัญพืชที่ตกค้างในยูเครนแล้ว การทำให้ปุ๋ยและสินค้าจำเป็นอื่นจากรัสเซียได้กลับมามีพื้นในตลาด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งสหประชาชาติกำลังดำเนินการเจรจากับสหรัฐ และสหภาพยุโรป ( อียู )
This is an enormous contribution to the most important of humanitarian causes: to make sure that people do not die of hunger.
— United Nations (@UN) August 20, 2022
— @antonioguterres, in Türkiye, on the first shipment of Ukrainian grain for @WFP's #ZeroHunger mission in the Horn of Africa. https://t.co/W4Xu6m37zW pic.twitter.com/X0od9QAApv
แม้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่ครอบคลุมอาหารและปุ๋ยของรัสเซีย แต่มาตรการกดดันแวดล้อมย่อมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกระบวนการส่งออก
So moving to see in Istanbul the @WFP ship Brave Commander loaded with tonnes of Ukrainian wheat destined for much needed hunger relief in the Horn of Africa. I salute all those involved in this amazing humanitarian operation. pic.twitter.com/MqUuK98sCY
— António Guterres (@antonioguterres) August 20, 2022
ปัจจุบัน รัสเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนยูเครนอยู่ในอันดับที่ 5 ขณะที่เมื่อรวมกับปริมาณข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และข้าวโพด ที่ทั้งสองประเทศผลิตได้รวมกัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของตลาดธัญพืชโลก ตามข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( เอฟเอโอ ).
เครดิตภาพ : REUTERS



