นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังลงพื้นที่เขื่อนพระรามหก จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้  และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ปัจจุบัน (27 ส.ค.65) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำในเขื่อน 426 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 533 ล้าน ลบ.ม. และมีการระบายน้ำในอัตรา 410 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก แล้ว จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ในอัตรา 492 ลบ.ม./วินาที โดยจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ยกเว้นบริเวณชุมชนวัดสะตือ อ.ท่าเรือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำติดริมแม่น้ำ กรมชลประทาน ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ และอพยพขึ้นที่สูงเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ หากมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่องในระยะนี้ ตามคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่จะส่งผลให้เขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำสูงขึ้นเกินเกณฑ์ที่กำหนด กรมชลประทาน จำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำให้อยู่ในอัตรา 500 ลบ.ม./วินาที โดยจะทยอยปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมบริหารจัดการน้ำด้านท้ายเขื่อน ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ไม่ให้เกิน 600 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งผันน้ำเข้าสู่ คลองระพีพัฒน์ ผ่านประตูระบายน้ำพระนารายณ์ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสัก

ด้านสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,558 ลบ.ม./วินาที และยังคงควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ในอัตรา 1,500 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มระดับน้ำเริ่มทรงตัว กรมชลประทาน ยังคงเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาในระยะนี้ โดยจะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตอนล่างให้มากที่สุดด้วย

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด และให้พิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้า เพื่อควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามศักยภาพของระบบชลประทาน โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนเป็นหลัก ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ให้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ และเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำจุดพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติงานสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที รวมทั้งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าว ให้เร่งดำเนินการเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากฤดูน้ำหลาก ตลอดจนกำชับให้ปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ตามที่ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด