เริ่มต้นปีการศึกษาใหม่กลับมีประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองและครูในหลายพื้นที่ นั่นคือ “กระแสข่าวการจัดส่งนมโรงเรียนล่าช้า” ทำให้นักเรียนบางกลุ่มยังไม่ได้ดื่มนมเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการตามสิทธิที่ควรได้เรื่องนี้ทำให้ร้อนถึงรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องรีบแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
แต่อะไรคือชนวนเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ระบบการกระจายอาหารเสริมระดับประเทศนี้ต้องสะดุดลง
ระบบการจัดสรรสิทธิโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนในปัจจุบัน ไม่ได้สั่งการจากส่วนกลางไปยังทุกโรงเรียนโดยตรง แต่ใช้การกระจายอำนาจบริหารจัดการผ่าน “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ระดับกลุ่มพื้นที่” ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การจับคู่ระหว่างสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการ (ทั้งสหกรณ์โคนมและเอกชนรายย่อย) เป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสมกับทำเลที่ตั้ง
จากการตรวจสอบความคืบหน้าล่าสุด พบว่าระบบไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมด แต่เกิดปัญหาในลักษณะ “คอขวด” เฉพาะจุด:พื้นที่ส่วนใหญ่ฉลุยกลุ่มพื้นที่ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 ดำเนินการจัดสรรสิทธิและส่งมอบนมถึงมือโรงเรียนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
จุดปัญหาคือกลุ่มพื้นที่ 1 ทื่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสระบุรีและใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงโคนมที่สำคัญของประเทศ แต่กลับเผชิญปัญหาความล่าช้าในกระบวนการพิจารณาจัดสรรสิทธิ จนเพิ่งจะสามารถอนุมัติสิทธิเสร็จสิ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
ในแต่ละปีการศึกษา จะมีการเปิดประมูลและจัดสรรโควตาน้ำนมดิบให้แก่ผู้ประกอบการรายต่าง ๆ แต่หากมีผู้ประกอบการบางรายยื่นอุทธรณ์ผลการจัดสรรสิทธิ หรือมีโรงเรียนบางแห่งที่อยู่นอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิมและกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่ม กระบวนการทำสัญญาจะถูกแช่แข็งไว้ชั่วคราว ส่งผลให้โรงเรียนในกลุ่มนี้”ยังไม่มีคู่สัญญาอย่างเป็นทางการที่จะเข้ามาส่งนมได้ตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง
“หน่วยงานจัดซื้อหลักของโครงการนี้คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น อบต. หรือเทศบาล ซึ่งต้องใช้ จำนวนนักเรียนที่แน่นอนในการคำนวณงบประมาณและเซ็นสัญญาซื้อขาย แต่ในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียน มักเกิดปัญหา “นักเรียนย้ายเข้า-ย้ายออก” ทำให้อัตรากำลังพลของเด็กในแต่ละโรงเรียนยังไม่นิ่ง อปท. หลายแห่งจึงชะลอการลงนามในสัญญาเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดทางงบประมาณและการตรวจสอบจากสตง. ในภายหลัง”ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกถึงปัญหาเรื่องดังกล่าว
ในระหว่างนี้โรงเรียนที่รอการจัดสรรสิทธิเพิ่มเติม คณะกรรมการฯ ได้สั่งการให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. เข้าไปส่งนมในพื้นที่ที่รอการจัดสรรเพิ่มเติม และพื้นที่ที่มีการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ คาดว่าจะสามารถจัดส่งนมโรงเรียนได้ครบถ้วนทุกเขตพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้านี้ รัฐบาลยืนยันว่า กระบวนการจัดสรรสิทธิและส่งนมโรงเรียนจะเป็นไปอย่างโปร่งใสตามหลักเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นอันดับแรก และให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่าเด็กนักเรียนจะได้ดื่มนมครบ 260 วัน ตามโครงการอย่างแน่นอน.
สิ่งที่สังคมต้องร่วมกันจับตาต่อไป ไม่ใช่เพียงแค่เรื่อง “ส่งนมครบไหม” แต่รวมถึง “คุณภาพของน้ำนม” ที่ส่งถึงมือเด็ก ๆ ว่ายังคงความสด สะอาด และปลอดภัย ภายใต้กระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงตามที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หรือไม่



