เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ร.ต.อ.เดชา ศรีสมศักดิ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.โคกขาม จ.สมุทรสาคร รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ บริษัท องกรณ์ห้องเย็น จำกัด เลขที่ 60/104 หมู่ 4 ถนนเอกชัย ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ประกอบกิจการแปรรูปอาหารทะเล จึงรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานเนื้อที่ประมาณ 3-4 ไร่ แบ่งเป็นโซนการผลิตสินค้าต่างๆ บางส่วนยังคงใช้งานอยู่ และบางส่วนปิดการใช้งานไปแล้ว บริเวณด้านหลังสำนักงาน มีลักษณะเป็นโกดังชั้นเดียวเก็บของเก่าและเครื่องจักร เนื้อที่ประมาณ 300 ตารางวา เพลิงกำลังลุกไหม้และมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก อีกทั้งเปลวเพลิงยังลุกลามติดบ้านเรือนประชาชนในชุมชนณรงค์มิตรซอย 3 ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง ที่สำคัญคือโรงพยาบาลเอกชัย ตั้งอยู่ใกล้ๆ ได้รับผลกระทบ จนต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบางส่วนที่ได้รับผลกระทบออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย

เจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร รถโฟม และรถน้ำดับเพลิงของ อบจ.สมุทรสาคร เทศบาลนครสมุทรสาคร เทศบาลเมืองคลองมะเดื่อ เทศบาลตำบลแคราย เทศบาลตำบลนาดี เทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก อบต.โตกขาม อบต.พันท้ายนรสิงห์ และใกล้เคียง กว่า 50 คัน เร่งระดมฉีดน้ำระงับเหตุ โดยมียินเสียงคล้ายวัตถุบางอย่างระเบิดขึ้นเป็นระยะๆ ใช้เวลานานร่วม 2 ชั่วโมง จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ตรวจสอบเบื้องต้น ตัวอาคารโกดัง ถูกไฟไหม้เสียหายเกือบหมด และยังมีบ้านเรือนประชาชนชุมชนณรงค์มิตรซอย 3 หลังโรงงานเสียหาย 7 หลังคาเรือน จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

สอบถาม พนักงานบริษัท เบื้องต้นเล่าว่า โรงงานดังกล่าวประกอบกิจการแปรรูปอาหารทะเล ผลิตอาหารแช่แข็ง และเป็นห้องเย็นรับฝากอาหารทะเล โดยจุดเกิดเหตุมี 2 โซนเชื่อมต่อกัน สาเหตุนั้นยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดต้องรอให้ทางผู้แทนโรงงานชี้แจง ส่วนสาเหตุคาดน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ ไม่ได้ใช้ผลิตสินค้าแล้ว จึงไม่มีคนอยู่ด้านใน แต่ในโกดังมีพวกโฟม เครื่องจักรเก่า เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะเกิดเหตุ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รอง ผวจ.สมุทรสาคร พร้อมคณะร่วมลงพื้นที่ตรวจดูสถานการณ์และควบคุมการปฏิบัติงานด้วย ภายหลังเพลิงสงบ ยังได้ลงไปในชุมชนณรงค์มิตรซอย 3 พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราวผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และเร่งให้การเยียวยาช่วยเหลือเป็นการด่วน และจากการตรวจสอบไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้เรียกเจ้าของโรงงานและผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามสาเหตุที่เกิดขึ้น ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการประเมิน เบื้องต้นได้กันพื้นที่ไว้ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป.



