สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ว่า นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ครั้งที่ 77 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีเนื้อหาตอนหนึ่งเกี่ยวกับมหาอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ว่าคร่าชีวิตประชาชนในประเทศไปแล้วมากกว่า 1,600 ราย นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ ยังคงจมอยู่ใต้บาดาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 33 ล้านคน

United Nations


ชารีฟกล่าวต่อไปว่า พื้นที่ประสบภัยรุนแรงที่สุดอาจต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน เพื่อการระบายน้ำ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นตอกย้ำการที่ปากีสถานกำลังเป็น “กราวด์ซีโร่” ของความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศโลก สถานการณ์ซึ่งปากีสถานกำลังประสบอยู่ในเวลานี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นเฉพาะกับในปากีสถานอย่างแน่นอน จึงขอให้ประชาคมโลกร่วมกัน “ตระหนักอย่างจริงจัง” และ “ดำเนินการเสียแต่บัดนี้ก่อนสายเกินแก้ไข”

ประชาชนสัญจรท่ามกลางระดับน้ำท่วมสูง บนถนนสายหนึ่งในเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของปากีสถาน


ผู้นำปากีสถานกล่าวต่อไปว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้นิยามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หากทุกประเทศบนโลกไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพตั้งแต่ตอนนี้ “เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ให้ได้มากที่สุด” อาจไม่มีพื้นที่สำหรับมนุษยชาติอีกต่อไป เพราะตอนนี้ “ธรรมชาติกำลังลงโทษมนุษย์”


ทั้งนี้ ข้อมูลจาก “ดัชนีความเสี่ยงสภาพอากาศโลก” (Global Climate Risk Index) ระบุว่า ปากีสถานอยู่ในอันดับที่ 8 ของประเทศซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดด้านสภาพอากาศโลก แม้เป็นประเทศซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ถึง 1% ของปริมาณทั้งหมดบนโลก.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES