นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในระยะครึ่งแรกของช่วง ก่อนจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในช่วงวันที่ 26-27 กันยายน 2565 เข้าสู่ไต้ฝุ่น “โนรู” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ซึ่งได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 กันยายน 2565 จากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก แล้วอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน ก่อนเคลื่อนเข้าสู่บริเวณแขวงเซกอง ประเทศลาว ในช่วงสายของวันเดียวกัน และเคลื่อนผ่านเข้าสู่ประเทศไทย บริเวณอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2565 จากนั้นได้อ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรสชัน เมื่อเวลา 18.00 น. แล้วเคลื่อนตัวผ่านจังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ตามลำดับ ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 29 กันยายน 2565 ส่งผลให้บริเวณประเทศไทยตอนบน มีฝนตกชุกเป็นบริเวณกว้างเกือบตลอดช่วง กับมีฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ นั้น

กรมชลประทาน ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำที่จะเกิดจากปริมาณฝน ตามคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) จะมีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงวันที่ 30 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2565 รวมประมาณ 824 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 7 ตุลาคม 2565 คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะมีจำนวน 1,139 ล้านลูกบาศก์เมตร มีแนวโน้มที่จะเกินความจุที่ระดับเก็บกักสูงสุด เพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม กรมชลประทาน จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะทยอยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อน้ำจำนวนนี้ไหลลงไปรวมกับปริมาณน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก แล้ว จะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในอัตราไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.20-1.50 เมตร และจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.25-0.50 เมตร

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลประกอบการแจ้งเตือนในเบื้องต้น ให้กับบริษัทห้างร้านที่ประกอบกิจการในแม่น้ำป่าสัก อาทิ งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร เป็นต้น รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ขอให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย