สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า รายงานขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ซึ่งใช้ข้อมูลปี 2561 จากสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (แซดเอสแอล) เกี่ยวกับสถานะของประชากรสัตว์ป่า 32,000 ชนิด ที่ครอบคลุมมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ พบว่าขนาดประชากรลงลง 69% โดยเฉลี่ย ซึ่งการตัดไม้ทำลายป่า, การแสวงหาประโยชน์ของมนุษย์, มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียดังกล่าว

“การลดลงอย่างรุนแรงนี้… บอกกับเราว่า ธรรมชาติกำลังถูกทำลาย และโลกธรรมชาติกำลังว่างเปล่า” นายแอนดรูว์ เทอร์รี ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์และนโยบายจากแซดเอสแอล กล่าวเพิ่มเติมว่า การค้นพบข้างต้นมีความคล้ายคลึงกับการประเมินครั้งล่าสุดของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ เมื่อปี 2563 โดยขนาดประชากรสัตว์ป่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ที่อัตราประมาณ 2.5% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม รายงานได้เผยให้เห็นความหวังอันริบหรี่บางอย่าง ซึ่งในขณะที่ประชากรกอริลลาที่ราบลุ่มตะวันออกในอุทยานแห่งชาติคาฮูซี-บิเอกา ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ลดลง 80% ระหว่างปี 2537 และ 2562 เพราะการล่าเนื้อสัตว์ ประชากรกอริลลาภูเขาใกล้กับอุทยานแห่งชาติวีรูงกา กลับเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 400 ตัว ในปี 2553 เป็นมากกว่า 600 ตัว ในปี 2561

แต่กระนั้น การลดลงในวงกว้างกระตุ้นให้เกิดคำร้องขออย่างสิ้นหวัง สำหรับการช่วยเหลือธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น

ในเดือน ธ.ค.นี้  บรรดาผู้แทนจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองมอนทรีออล เพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ระดับโลกใหม่ในการคุ้มครองพืชและสัตว์ต่าง ๆ ของโลก ซึ่งการร้องขอที่สำคัญที่สุดมีแนวโน้มว่า จะเป็นการจัดหาเงินทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับความพยายามในการอนุรักษ์ระดับโลก.

เครดิตภาพ : REUTERS